Tuesday, January 26, 2016
0431 : Do. Or do not. There is no try.
"มีแค่ ทำ หรือ ไม่ทำ , ไม่มีหรอกคำว่าลองทำดู"
...ประโยคนี้ออกจากปาก อ.โยดา ตอนที่ฝึกวิถีเจไดให้ ลุค สกายวอล์คเกอร์
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเองก็อ่านผ่านตามาหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยเข้าใจความหมายของประโยคนี้เลย
จนเมื่อได้มาทำความรู้จักกับจิตใจของตัวเอง ได้ฝึกเทรด ฝึกออกกำลังกาย ก็รู้สึกว่าเข้าใจประโยค "Do. Or do not. There is no try." นี้มากขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น...
วันไหนที่ผมจะลองวิ่งให้ไกลขึ้น มันมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่
สัปดาห์นี้จะพยายามลุกขึ้นไปวิ่งตอนเช้าทุกวัน สรุปแล้วก็ไม่ตื่นสักที
พอร์ตนี้เราจะพยายามเทรดให้ดี ไม่กี่สัปดาห์ก็เลิกทำ model ไปเสียแล้ว
สิ่งไหนที่เราพยายามบอกให้ตัวเองทำ มันอาจจะขัดกับใจเราอยู่ลึกๆ พยายามมันก็ดูไม่สนุกเท่าไหร่ เอาง่ายๆเรื่องออกกำลังกายนี่เห็นชัดเลย หลังๆ ผมวิ่งแล้วรู้สึกว่ามันสนุกดี ได้เห็นความเติบโตในร่างกายเราผ่านสถิติต่างๆ (ก็ใน app เก็บสถิติ พวก Endomondo นั่นแหละ) มันคล้ายๆกับเราเล่นเกมเลย ผมก็เลยวิ่งได้เรื่อยๆ เหมืิอนเก็บ Level หลังๆผมก็รู้สึกว่าไม่ต้องพยายามในการไปวิ่งแล้ว แค่บอกกับตัวเองว่า เราจะวิ่ง...กิโล วันนี้วิ่งไม่ถึงพรุ่งนี้ก็มาวิ่งใหม่
เรื่องเทรดก็เหมือนกัน ผมเคยบอกตัวเองว่า เห้ย มึงต้องพยายามให้มากๆนะ ไม่งั้นเมื่อไหร่จะเก่ง ผลก็คือ อืม... มันก็ไม่มีความสุขเลย รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง พาลท้อแท้ไปเสียอีก
ปัจจุบันก็นั่นแหละ เทรดไปเหมือนเก็บเลเวล CF แต่ละบาท แต่ละ usd ก็เหมือน job exp ได้สนุก ได้ตังค์มาจะอัพสายอะไรดีวะ สายหุ้นดีไหม สาย forex สาย option ล้วนเป็นสิ่งที่มันดูน่าเรียนรู้ไปทั้งนั้น
ทำ ... พลาด ... เรียนรู้ ... กลับมาทำใหม่ ... พลาด ... เรียนรู้ ... กลับมาทำใหม่
มันก็จะก้าวไปทีละก้าว ผ่านด่านทีละด่าน
ทำด้วยความตั้งใจ มองมันเหมือนเป็นเกมที่เราเล่น แล้วก็เล่นมันจนผ่าน ... ไม่นานก็คงเคลียร์.
Monday, January 25, 2016
0430 : Diary 25 ม.ค. 2559
เริ่มต้นสัปดาห์ตลาดไทยบวกก่อนที่จะย่อลงมาช่วงก่อนตลาดปิด เรามองว่า Feeling มันเปลี่ยนเลยมั๊งเนี่ย พรุ่งนี้อาจจะแดงล่ะ ส่วนการเทรดวันนี้เราก็วางหมากเอาไว้แล้ว ก็แค่ SAP ไว้นั่นแหละ 555 ถ้าพรุ่งนี้ออกแดง ไอ่พวก positions swing ก็หาจังหวะเก็บเข้าพอร์ต+CF ส่วนพวกที่ SAP Hedging ก็รอดูอีกที ปล่อยมันคุมโซน+let profit run เอาไว้ แต่ถ้าพรุ่งนี้ออกเขียวก็ทดสอบสมมติฐานโดยการ Follow Buy ต่อไปทีละ 1%
จริงๆ concept ของเราไม่มีอะไรมากเลย ถ้าหุ้นไม่ไปไหนก็ลดต้นทุนไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหุ้นวิ่งยาวๆก็ถือหุ้นตามไปด้วย มันจะแยกได้เป็น 2 แบบคือหุ้นลง ก็ลดต้นทุนสู้ เมื่อไหร่ที่หุ้นวิ่งก็ขึ้นรถตาม ซึ่งความเสี่ยงจะอยู่ที่ตัวหุ้นที่เล่นล่ะ ถ้าเลือกหุ้นไม่ดีก็แย่เลย เราก็พยายามเลือกหุ้นดีหน่อย แหะๆ
port สร้าง cash flow เราเลือกมองที่จำนวนหุ้นเป็นหลักด้วยมั๊ง ซึ่งในระหว่างที่ equity curve ลดลง มันก็เป็นธรรมชาติของมัน แต่จะอาศัยการทบกันของ CF ซึ่งต้องพึ่ง "เวลา" นั่นแหละ หากเทียบกับวิธีอื่นอาจจะถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพเลยก็ได้ แต่สิ่งที่ได้มามันคือเสถียรภาพแทนนั่นแหละ ทั้งในแง่ของความ smooth ของ CF และความสบายใจ เรื่องประสิทธิภาพเด๋วไปว่ากันใน Level ถัดไป ใกล้แล้วแหละ อีกนิดเดียวววว อิอิ
ด้านสุขภาพ ช่วงนี้ปวดเข่าขวานิดๆ ไม่ได้ปวดตลอด แต่ก็รำคาญมาก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ กลัวจะวิ่งไม่ได้ กลัวไม่ได้วิ่ง แต่ก็เพิ่งได้เห็นคลิปการออกกำลังกายหัวเข่า พวกการสร้างกล้ามเนื้อ ก็จะฝึกดู ช่วงนี้อาจจะยังไม่วิ่ง แต่อาจจะไปเดินช่วงเช้า เดินสัก 1 ชั่วโมงก่อนไปทำงาน หนาวหน่อยก็ใส่เสื้อกันหนาวเอาละกัน ... สู้ต่อไป !
Saturday, January 23, 2016
0429 : Diary 24 ม.ค. 2559
ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ หุ้นไทยสวิงโหดดี เราก็เก็บ CF เรื่อยๆตามประสา model ที่รองรับความผันผวน ... เทรดตลาดต่างประเทศ ก็เรื่อยๆ ลอง model grid ใหม่แต่ดูเหมือนยังไม่โดนใจเท่าไหร่ แบบเดิมที่ใช้ ฝั่ง Swap+ เป็น option เทียม แล้วเทรดตรงข้ามเก็บ CF จะตรงจริตกว่า สบายใจมากกว่า ก็เลยต้องมาปรับปรุงให้ถูกจริตขึ้น ... สัปดาห์นี้งานประจำก็ยุ่งมาก เนื่องจากใกล้สิ้นเดือนแล้ว ก็ต้องเคลียร์ Case ให้ไว รู้สึกว่าเวลาผ่านไปไวเลยแหละ ช่วงงานเยอะๆจะรู้สึกแบบนี้ตลอด ไม่ค่อยได้มีเวลาคิดเรื่องอื่นเท่าไหร่
การออกกำลังกายสัปดาห์นี้ออกวิ่งไปแค่ 2 วันเอง โยคะ 2 รอบเองมั๊ง ต่ำกว่าที่วางแผนไว้นะ T T สัปดาห์หน้าลุยกันใหม่
ด้านการใช้จ่าย สัปดาห์นี้ ok เลย ไม่ค่อยได้ใช้จ่ายอะไรเท่าไหร่ ส่วนใหญ่มีแต่ค่าขนมโตเกียวข้าง office 555 กินที 20-30 บาท กินขนมก็เป็นวิธีช่วยลดความเครียดอีกวิธีนึงนะ ... ของเล่น หนังสือ สัปดาห์นี้ไม่ได้ซื้อเลย ได้แต่เล็งๆไว้ ฮ่าๆ
เมื่อวานพี่สหายโทรมาคุยเรื่องการฝึกวิ่ง แนะนำให้เราหาวัน Long Run สักวันนึง เพื่อเพิ่มศักยภาพ และให้เกิดการพัฒนา อาทิตย์ละ 1 วัน
จากนั้นก็คุยเรื่อง Project ยึดครอง Productive ซึ่งชวนเราเป็น Partner ด้วย ส่วนบริษัทส่งออกนั้นพับไว้ละ เนื่องจาก Cost ไม่สามารถลุยกับพวก จีน หรือ อิเดีย ได้ ก็เลยมา Project นี้แทน ซึ่งเป็น Long Term จะต่อยอดจากสะสมและยึดครอง Productive แล้วก็ไปทำ Fund กัน ราวๆปีที่ 13
ด้านความสัมพันธ์ ... หลังจากที่ตัดบางคนออกจากชีวิตไป รู้สึกโล่งขึ้น ไม่ต้องคอยมาเจอกับ Dark Force , คำพูดแย่ๆ บั่นทอนปัญญาและกำลังใจของเรา รู้สึกความคิดสร้างสรรค์ ความสงบในจิตใจ มันกลับมามากขึ้น ต่างคนต่างอยู่น่ะดีแล้วว 555
ตอนนี้กำลังเรียบเรียงความรู้เพื่อสอนน้องสาวเรา ฮ่าๆ ปีที่แล้วโดนไป 10% มั๊ง เราเองก็ไม่ทันได้สอนการเอาตัวรอดให้ น้องเราเพิ่งเรียนจบทำงานปีแรก พอมีเงินออมก็เข้ามาในตลาด เจอรับน้องเลย เราก็เลยรู้สึกผิดที่ไม่ได้สอน นี่ก็ทำ slide อยู่ ยังไม่เสร็จเลย ต้องลุยๆหน่อยแล้ววว
Sunday, January 17, 2016
0428 : Don't be a Hero
1. ผมเพิ่งฟังหนังสือเสียง "เปลี่ยนหนี้เป็นอิสระภาพทางด้านการเงิน" ของ พี่หนุ่ม Money Coach จบไปหมาดๆ ในบทท้ายๆของหนังสือเสียงชุดนี้ มีคำสอนที่น่าสนใจ คือ อย่าเพิ่งเป็นฮีโร่ หากเรายังยืนไม่แข็แรง ความหมายก็คือ หากเรายังลำบากอยู่ อย่าเพิ่งช่วยคนอื่นจนเกินกำลัง โค้ชใช้คำว่า มันจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม
2. ผมนึกย้อนไป ตอนที่ฝึกเทรดกับพี่ลัท เราคุยกันในห้อง Line ของทีมหลายๆเรื่อง รวมถึงเรื่องที่ว่านี้ด้วย ตอนนั้นผมมีความรู้สึกอยากจะให้คนอื่นๆในครอบครัวของผมสบาย ภรรยา พ่อแม่ น้องสาวน้องชาย ผมอยากเทรดเพื่อดูแลพวกเขาได้ แหม่ มันช่างพระเอกเสียเหลือเกิน ...
3. แรงผลักดันนั้น ทำให้ผมมีความเร่งรีบในการฝึก อันไหนดี ผมต้องไปเรียน สัมมนาไหนเจ๋ง ผมต้องไปฟัง เพราะกูอยากเก่งไวไวนี่หว่า แต่พอฝีมือมันไม่ไปไหน ก็ทำให้ร้อนรนหัวใจ ทำให้เริ่มเครียด จากที่เคยสนุก กลับกลายเป็นไม่ค่อยสนุก ...
4. Mentor พี่ลัท ถามมาใน Line (ถ้าอ่านด้วยน้ำเสียงพี่ลูกเกดจะได้ฟีลมาก) "แน่ใจเหรอว่าอยากแบกทุกอย่างไว้คนเดียว" ตอนนั้นผมก็ยังตอบไปว่า "แน่ใจครับพี่" อยู่เลยนะ
5. เวลาผ่านไป ... การได้ฟังเสียงของตัวเองมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น ผมก็พบว่า เออ... ชีวิตมึงก็แค่นี้ ทำในสิ่งที่มึงอยากทำจริงๆดีกว่า สิ่งที่มึกอยากแบก มันก็แค่ความอยากหล่อเท่านั้นเอง ชีวิตแต่ละคน ทุกคนก็ย่อมต้องดูแลตัวเอง อย่าไปแบกคนอื่น ยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ตรง แล้วออกวิ่งไปจนสุดทางของมึงก่อน จากนั้นมึงก็ค่อยเลือกว่าจะขับรถ ขับเรือ หรือขี่เครื่อบินมารับคนที่มึงรักและหวังดีกับเขาก็ได้ อย่าเพิ่งแบกทุกคนขึ้นหลังไปด้วย มันอาจจะทำให้มึงไปไม่ถึงไหนเลยก็ได้นะ
6. เมื่อคิดได้ดังนั้น มันก็โล่งขึ้น ความเครียดต่างๆก็ลดลง ความสุขเพิ่มขึ้น ความคิดสร้างสรรค์ก็ค่อยๆผลิดอกออกผล
7. คิดๆดูมันก็แปลก Mentor พูดให้ตาย ปากเปียกปากแฉะ ตอนนั้นเราไม่เข้าใจหรอก พอเวลาผ่านไป ได้ไตร่ตรองดู เราก็ค่อยๆยอมรับและก้าวออกจากปัญหาของเราด้วยตัวเอง ... มันต้องใช้เวลาและผ่านความเจ็บปวดละมั๊ง
8. สรุปคือ อย่าพยายามเป็นพระเอก อย่าแบกโลกไว้ การจะก้าวไปข้างหน้า ควรทำตัวให้เบา เพื่อให้เรา Flow ไปได้สะดวก ไปให้ถึงจุดหมายแล้วค่อยกลับมารับคนที่เรารัก แบบนั้นน่ามีโอกาสสำเร็จมากกว่า
http://value-visions.blogspot.com
https://www.facebook.com/valuevisions
Wednesday, January 13, 2016
0427 : Comfort Zone ของใจ
เมื่อกี้เห็นกระทู้ pantip ทำอย่างไรให้วิ่งได้เร็วและอึดขึ้น ซึ่งผมเองก็เจอปัญหานี้อยู่เหมือนกัน เพิ่งจะมา Unlock Potential ได้ช่วงไม่นานมานี้
ปกติจะวิ่งได้ประมาณ 5 km ซึ่งช่วงนั้นก็วิ่งได้แค่นั้นแหละ นั่นอาจจะเป็นเพราะใจเราไหวแค่นั้น Comfort Zone แนวต้านที่หนาพอดูเลยแหละ
พอวันนึงลองตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ไกลขึ้น ช้าก็ช่างมัน ใช้เวลานานก็ช่างมัน ขอแค่ขยายระยะเกิน 5 km ออกไปเป็น 10 km และแล้ว... พอทำได้ Comfort Zone มันก็ขยายออกไปเป็น 10 km ที่เหลือก็แค่วิ่งให้เร็วขึ้นทีละนิด เพื่อลดเวลาในการวิ่งให้สั้นลง
จากที่เคยทำไม่ได้ เราก็ทดลองออกนอก Comfort Zone ดูก่อน ขยายมันออกให้ใจเราเห็นว่าเราไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เรายังไปต่อได้อีก พอใจเราเห็นแล้ว มันก็จะยอมรับ ระยะ 10 km เลยกลายเป็น Comfort Zone ใหม่ของผม เราก็แค่ขยายมันต่อไป
มันคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้ตัวเราในวันนี้ดีกว่าตัวเองในเมื่อวาน ^ ^
Subscribe to:
Posts (Atom)