Pages

Showing posts with label Value Visions. Show all posts
Showing posts with label Value Visions. Show all posts

Friday, January 1, 2021

0897 : ช้อน

 

S : อยากช้อนซื้อถูกๆ แต่ก็ช้อนหักอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : สาเหตุที่เราพยายามจะช้อนซื้อของถูกแต่ช้อนหักบ่อยๆ มีสาเหตุ ดังนี้ครับ

.

1 ไม่ได้วางแผน มีช้อนแค่อันเดียว พอช้อนหัก ก็หมดโอกาส มีของมาเสิร์ฟถึงตรงหน้าก็ไม่มีปัญญาตักกิน เหมือนราคา Asset ลงมาแล้วเราไปรับด้วยเงินสดที่เรามีทั้งหมด กะว่ามันเด้งแน่ๆ พอไม่เด้งดันวิ่งลงต่อ ราคาถูกแล้ว ถูกอีก แต่เราไม่มีเงินไปช้อนซื้อเสียแล้ว

.

2 หยุดไม่เป็น จังหวะซื้อไม่ดี ก็ยังช้อนซื้อรัวๆ เกินไป อยากเอาชนะ หวังว่ามันจะต้องถูกในสักไม้นึกละน่า พอช้อนหักก็เงิบ จริงไหมครับ ?

.

.

I : การที่เราช้อนหักบ่อยๆ เจ็บซ้ำๆ จะส่งผลต่อสภาพคล่องครับ เงินสดเราจะหมดไปไวมาก และ Asset ที่ช้อนไว้ก็ติดดอย ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจเราครับ ทั้งการที่ลงมาแล้ว เราไม่กล้าซื้อ (เพราะเงินสดเราเหลือน้อย) ก็ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป หรือลงมาก็ได้แต่นั่งมอง แล้วก็คงรู้สึกรู้งี้… รู้สึกเสียดายมากๆเลยใช่ไหมครับ 

.

.

N :  ผมมีแนวทางที่จะช่วยให้ช้อนได้ดีขึ้น หรือหากจะหัก ก็หักน้อยลง มาแนะนำ ดังนี้ครับ

.

1 Plan Your Trade! วางแผน Money Management ให้ครอบคลุม ไล่มาเลยว่า ราคาไหนที่มันจะลงมา เราจะทำอะไรบ้าง เช่น ราคา XRP ลงมา 7 บาท จะซื้อกี่บาท ลงมา 6.5 บาท จะซื้อกี่บาท หลุด 6.5 บาท เราจะหยุด แล้วรอดูตลาด หรือ ดูกราฟประกอบ แล้วจะเข้ามาเล่น ช้อนซื้อโซนใหม่ที่ 5 บาท อะไรแบบนี้ครับ เอาหน้าตักของเราวางแผนให้ครอบคลุมดูครับ

.

2 Trade Your Plan! Asset ลงมาต้องกล้าซื้อ แต่ต้องซื้อให้อยู่ในโควตาที่เราวางแผนไว้ ไม่ยิงเกินที่คำนวณ Money Management (MM) ไว้ เช่น เราจะซื้อที่ 7 บาท ในจำนวนเงิน 1,000 บาท ก็ต้องเคาะ 1,000 บาท ไม่ใช่ว่าคิดว่ามันไม่ลงแล้วแหละ จัด 5,000 บาทเลยแล้วกัน แบบนี้ก็ไม่ Work เท่าไหร่ครับ

.

3 ใช้เทคนิคคอล เข้าช่วยในการดูจังหวะ เช่น Moving Average (MA) หากราคายืนเหนือ MA ได้ ก็ค่อยเอาเงินไปช้อนซื้อ หรือ อย่างผมจะดูจุด Higher Low ถ้าราคามันยก Low ขึ้นได้แล้ว (ไม่ทำ New Low แล้ว) ก็ถือว่ามีโอกาสที่จะกลับตัว (เพราะจุด Low ของรอบ มีได้แค่เพียง จุดเดียวครับ) ก็ช้อนไปสักที เป็นต้นครับ

.

4 เรามีโอกาสพลาดได้ แต่ต้องมีกระสุนไว้เพื่อโอกาสต่อไปเสมอ การจัดการเงิน (MM) จึงเป็นสิ่งสำคัญครับ!

.

การช้อนซื้อ เป็นได้ทั้งโอกาส ทั้งวิกฤติ ของพอร์ต อยู่ที่การวางแผน การจัดการของเรานี่แหละครับ ว่าจะทำมันออกมาให้ Work ไหม คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะรับคำแนะนำในการช้อนไปปรับใช้ให้กับการเทรดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ

0896 : Spark Joy

 

S : อยากสร้างพอร์ตให้เขียวดูดี แต่ก็ยังมีแต่สีแดงเต็มพอร์ตอยู่ใช่ไหม ?

.

.

P : สาเหตุที่เรามีแต่หุ้นห่วย สีแดงอยู่เต็มพอร์ตก็เพราะสาเหตุดังนี้ครับ

.

1 เก็บหุ้นที่เคยดี แต่ปัจจุบันมันพื้นฐานมันเปลี่ยนไปแล้วไว้ในพอร์ต

.

2 เก็บหุ้นดี ในราคาที่ดอย

.

3 กะเก็งกำไรหุ้นปั่น พอไม่โดนปั่น ก็ไม่ยอมเอาออกจากพอร์ต จริงไหมครับ ?

.

.

I : หากหุ้นในพอร์ตของเราแดงละลานตา ยิ่งในพอร์ตเต็มไปด้วยหุ้นที่กำไรไม่ค่อยมี อนาคตไม่แน่นอนอีก คงทำให้เรารู้สึกเครียดและเสียดายเงินแย่เลยใช่ไหมครับ ?

.

.

N : ตัวผมเอง ปี 2020 ที่ผ่านมา ได้ Switch หุ้นที่พื้นฐานผลประกอบการมีแนวโน้มย่ำแย่ออกจากพอร์ตไปหลายตัวเหมือนกันครับ รวมทั้งมีแนวทางการเทรดที่ควบคุมความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้พอร์ตดูดีขึ้นเยอะเลยครับ 

.

ในพอร์ตหลัก  NAV มีอัตราเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นระยะเวลา 6 ปี (ปี 2014 – 2020) อยู่ที่ 4.72%  และสามารถ Generate Cash flow ได้ 10.16% 

.

ส่วนอีกพอร์ตผมเริ่มเมื่อเดือนเมษายน โดยเอา Cash Flow ที่สะสมมาจากพอร์ตหลักมาทำ พอร์ตขยายนี้สามารถสร้าง Cash Flow ได้ 20.03% ครับ

.

จุดเปลี่ยนที่ผมเริ่มปรับพอร์ต เอาหุ้นแย่ๆออกไป ก็เพราะช่วงก่อนได้อ่านหนังสือ ชีวิตดีขึ้นด้วยการจัดบ้านครั้งดี ของคุณ คนโดะ มาริเอะ ครับ เค้าพูดถึงเรื่องการเก็บเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรารู้สึก Spark Joy เอาไว้ในชีวิต ซึ่งมันเป็นการ “เลือก” และ “อนุญาต” ให้อะไรที่สำคัญอยู่ในชีวิตของเรา ไม่เฉพาะสิ่งของเท่านั้นนะครับ แต่เป็นทุกๆสิ่งเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นความสำพันธ์ หรือ ผมเองก็เอาหลัก Spark Joy มาใช้กับการเทรดด้วย คือ เลือกเทรดแต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก Spark Joy เท่านั้น 

.

อาจจะฟังดูแปลกๆนะครับ เพราะมีตำราที่บอกว่า เทรดเดอร์ ไม่ควรรู้สึกอะไรกับ Asset ที่เทรด เพราะ จะได้ไม่ Bias (อารมณ์ประมาณว่า แมวสีไหนก็จับหนูได้เหมือนกัน) เพียงแต่แนวทางเทรดของผมคือ เวลาอยู่กับ Product ไหนแล้วจะอยู่นาน เทรดซื้อๆขายๆ เพื่อดึงกระแสเงินสดออกมาเรื่อยๆ ทำให้การจะมี Asset ในพอร์ต ยังไงขอเป็นตัวที่ OK หน่อยจะดีกว่า เลยทำให้ย้อนกลับมาที่คำว่า Spark Joy ครับ ส่วนแนวทางการเลือกและ Switch หุ้น ก็มีประมาณนี้ครับ

.

1 เลือกหุ้นที่ดี อยู่ในขอบเขตความรู้ที่เราสามารถเข้าใจได้ ดูตัวธุรกิจ ดูพื้นฐานของกิจการ อย่างผมจะชอบหุ้นที่มี Model การขยายสาขาและ SSSG (Same Store Sale Growth หรือการเติบโตของรายได้ต่อสาขา) ผมจะชอบมาก เพราะมันเหมือนมีตัวคูณให้เรา ในเรื่องของผลประกอบการที่จะเติบโต แต่ก็ต้องดูให้มั่นใจพวกเรื่องการบริหารงานภายในของเค้าให้ดีครับ

.

อย่างเวลาไปเดินดูร้านจริงๆก็พอจะรู้ได้แล้วครับ ว่าพนักงานขยันขันแข็ง บริการดี เอาใจใส่ลูกค้ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันแสดงถึง วัฒนธรรมองค์กร การบริหารงานของบริษัทครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกหุ้นแบบนี้จะดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมถนัดและอาจจะถูกโฉลกหุ้นแนวนี้ก็ได้ เพราะส่วนตัวชอบเดินเที่ยวห้างร้านพวกนี้บ่อยๆ แล้วก็มักจะติดตามผลประกอบการเป็นประจำอยู่แล้วครับ

.

2 เก็บของในราคาที่ถูก จะทำให้ช่วยลดตัวแดงในพอร์ตเราครับ ของดี แต่ราคาดอย ก็ทำให้พอร์ตแดงเถือกได้ ของดี ราคาถูก จึงจะช่วยให้พอร์ตเขียวน่ามองครับ ซึ่งข้อนี้ก็อยู่ที่การวางกลยุทธ์เก็บของ อาจจะทำโซนราคาไว้ แล้วใส่เงินเข้าไปแต่ละโซนให้กระจายเท่าๆกัน โซนที่ราคาสูง ราคาแพง ก็จะเก็บหุ้นได้น้อยหน่อย โซนที่ราคาถูกก็จะเก็บหุ้นได้จำนวนมากขึ้น ไม่ให้เราไปใช้เงินหนักๆในโซนที่ราคาแพงมากจนเกินไปครับ 

.

เช่น สมมติหุ้นตัวนึง โซนราคา 10 บาท เราใช้เงิน 10,000 บาท เก็บหุ้นได้ 1,000 หุ้น แต่โซนราคา 2 บาท ใช้เงิน 10,000 บาทเท่ากัน สามารถเก็บหุ้นได้ถึง 5,000 หุ้น ซึ่งจำนวนหุ้นต่างกัน สามารถนำมาออกแบบกลยุทธ์การเทรดได้หลากหลายต่างกันเยอะมากทีเดียวครับ ในโซนที่ราคาถูกจึงได้เปรียบอะไรหลายๆอย่าง ที่สำคัญคือ ช่วยให้พอร์ตเขียว สบายตาดีด้วยครับ

.

3 ที่นี้หุ้นเดิมที่ติดดอย จะเอาออกไปจากพอร์ตจะทำอย่างไรดี ส่วนตัวผมใช้ Cash Flow ที่ทำได้ทั้งจากตัวมันเองหรือตัวอื่นๆในพอร์ต มาโปะให้มันกลายเป็นหุ้นฟรี (ต้นทุนกลายเป็น 0) แล้วก็ Switch เปลี่ยนตัวซะ เช่น สมมติ หุ้นเดิม ผมลงทุนไป 100,000 บาท หากผมสามารถดึง Cash Flow จากตัวมันได้ 100,000 บาท เท่ากับว่า หุ้นตัวนี้ผมไม่มีต้นทุนแล้ว กลายเป็นหุ้นฟรีนั่นเองครับ ทีนี้ หากวันใดวันหนึ่ง ผมไม่ Spark Joy ที่จะถือมันละ ผมก็แค่ขายมันออกไป ได้ตังค์เท่าไหร่ ผมก็เอาไปซื้อหุ้นตัวใหม่ในวงเงินที่ไม่เกิน จากเงินที่ได้จากการขายหุ้นตัวเดิมมาก็แค่นั้นเอง (ส่วนจะซื้อหมดทุกบาท หรือ จะเหลือเงินสดไว้ทำกลยุทธ์เทรดก็แล้วแต่ออกแบบครับ) จริงๆมันก็คือ หุ้น = หุ้น , เงิน = เงิน เป็นการแลกเปลี่ยน Switch ไปมาเท่านั้นเอง เพียงแต่สำคัญอยู่ที่การทำบัญชีให้ดีครับ

.

ผมขอสวัสดีปีใหม่ 2021 เลยนะครับ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีสติในการใช้ชีวิต การลงทุน การงานการเงินก้าวหน้า ตามที่หวังนะครับ คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะสร้าง Spark Joy ให้กับพอร์ตของคุณตั้งแต่วันนี้นี้ใช่ไหมครับ ?

 

Wednesday, December 30, 2020

0895 : Cash Flow

 

S : อยากเทรดให้ได้ Cash Flow เยอะๆ แต่ก็ยังเทรดได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : สาเหตุที่เราสร้าง Cash Flow ได้ไม่ค่อยดี มีสาเหตุดังนี้ครับ

.

1 ในพอร์ตมี Product ที่เทรดจำนวนน้อยเกินไป หากเปรียบพอร์ตของเราเป็นร้านขายของ การมีของขายแค่ชนิดเดียว ก็มีโอกาสขายได้น้อยกว่าการมีของขายหลายๆชนิดครับ มีของขายน้อย ลูกค้าไม่ค่อยเข้าร้านก็นั่งตบยุงบ่อยหน่อย หากมีของขายมาก โอกาสลูกค้าเข้าร้านให้ได้ค้าได้ขายก็มากขึ้นตามไปด้วยครับ

.

2 เลือก Product ที่ความผันผวนต่ำ เช่น หุ้นบางตัว (เท่าที่เจอมาก็พวกหุ้นปันผล ที่ราคานิ่ง+เหนียว บางทีทั้งเดือนแทบไม่ขยับเลย หรือพวกหุ้นที่ไม่มี Volume ซื้อขายเลย การจะขยับ มี Movement ให้เราได้ส่วนต่างของราคา เก็บเข้ากระเป๋าเป็น Cash Flow ก็น๊านนานว่าจะได้เก็บสักที

.

3 จังหวะเข้า-ออก ไม่ match กับจังหวะของตลาด เช่น สมมติ หุ้นตัวนึง ราคาขึ้นๆลงๆแกว่งอยู่ที่ 3 บาท วิ่งขึ้นไป 3.3 บาท สักพักลงมา 2.8 บาท แล้วก็กลับไป 3.2 บาท ถ้าเราเข้าซื้อที่ 3 บาท แล้วดันไปตั้งจุดออกไว้แถวๆ 3.6 บาท มันก็ไปไม่ถึงให้เราได้เก็บกำไรสักที 

.

4 เจอจังหวะเกิด Trend พอดี เกิด Product ที่เราเข้าไปซื้อนั้นวิ่งยาวๆ เช่น Bitcoin วิ่งขึ้นจาก แสนกว่าบาทมาแปดแสนกว่า โอกาสซื้อแล้วขาย กลับลงมาซื้อคืน เพื่อเทรดเก็บรอบบ่อยๆก็ไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่ครับ เพียงแต่เราจะได้มูลค่าพอร์ตที่เติบโตมาขึ้นแทน (ก็ OK อยู่เนอะ) แต่ถ้าหากว่าไปเจอ Product ไหนที่เป็นขาลง มาร่วงยาวๆ ไม่เด้ง นี่ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ พอร์ตก็หด Cash Flow ก็ไม่ได้ ช้ำสองต่อเลย

.

ที่กล่าวมานี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราสร้าง Cash Flow ได้ไม่ดี จริงไหมครับ ?

.

.

I : การที่เราเทรดสร้าง Cash Flow ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้พอร์ตเราไม่เติบโต ขาดโอกาสที่จะนำ Cash Flow ไปขยายพอร์ตครับ แล้วก็คงจะรู้สึกห่อเหี่ยวพอดูหากเทรดแล้วสร้าง Cash Flow ไม่ค่อยได้ใช่ไหมครับ ?  

.

.

N : การจะทำให้พอร์ตไม่เหงา เจ้าของพอร์ตไม่ต้องนั่งตบยุงบ่อยๆ สร้าง Cash Flow ให้ได้สม่ำเสมอ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ

.

1 เลือก Product ที่ดีและเหมาะแก่การสร้าง Cash Flow บาง Product อาจจะดี แต่เทรดเพื่อสร้าง Cash Flow ได้ไม่ดี ก็มี เช่น หุ้นบางตัว ที่ปันผลดีๆ แต่ราคามักไม่ค่อยขยับ , ETFs ที่เสี่ยงน้อย แต่คนไม่เทรดกัน Volume บางๆ ก็ทำให้สร้าง Cash Flow ได้ไม่ดีเช่นกันครับ ปัจจุบันก็มีตัวเลือกที่มากขึ้น สำหรับเทรดเพื่อสร้าง Cash Flow เช่น พวก Crypto ที่มีความผันผวนสูงกว่า Product เดิมๆ เช่น หุ้น , Index ต่างๆครับ โดยส่วนตัวผมก็เลือกเทรด Bitcoin และ Ripple เป็นหลักครับ ซึ่งมันมีความผันผวนสูงกว่าหุ้น (จะดูง่ายๆก็ใช้พวก ATR วัดดูก็ได้ครับ) แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าตามไปด้วย เลยใช้กำไรจากหุ้น ขยายพอร์ตไปเทรดครับ

.

2 วาง Money Management ให้ดี เพื่อให้เรามีโอกาสในการคุมพื้นที่เทรด ในระยะที่ราคามันจะวิ่งไปถึง เช่น อย่างใน Ripple ผมก็วางเงินเอาไว้ครอบคลุมพื้นที่ราคาตั้งแต่ 0 ถึง 24 บาท หากราคาวิ่งอยู่ในกรอบนี้ ก็สามารถเทรดซื้อ-ขาย เพื่อดึงกำไรในรูปของกระแสเงินสดออกมาได้อย่างสม่ำเสมอครับ

.

3 จุดเข้าออกที่สอดคล้องกับความผันผวน เพราะเราเทรดบน “ระยะทาง” ที่ราคามันวิ่งจากจุด A ไป B ซึ่งมันอาจจะวิ่งจาก A ไป B แล้ววิ่งย้อนกลับจาก B มา A สลับกันหลายๆรอบก็ได้ หาเราเข้าไปเทรด ดักเก็บระยะทางได้หลายๆรอบ กระแสเงินสดก็จะเกิดจากตรงจุดนั้น อย่าง Ripple ผมก็มีช่วง Take Profit ประมาณ 0.1 – 0.4 บาท ในกรณีปกติ ซึ่งสามารถเทรดซื้อ-ขายไปกลับได้จำนวนรอบที่ขึ้นครับ

.

4 ขยายให้มีหลายๆ Product ในพอร์ต ใช้ความผันผวนและ Correlation ของหลายๆ Product ให้เป็นประโยชน์ ตัวนึงขึ้นตัวนึงลง ตัวนึงวิ่งอีกตัวนึงนิ่ง สลับๆกันไปเรื่อยๆ แบบนี้พอร์ตของเราจะมี Activities สามารถสร้าง Cash Flow ได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบเลยครับ

.

5 ทำบัญชีให้ดี เพื่อดูว่า Product ไหนให้กระแสเงินสด เทียบกับเงินทุนทั้งก้อนเป็นอย่างไรบ้าง คุ้มค่าไหม รวมถึงจัดสรรกำไรในรูปกระแสเงินสดให้นำไปขยายพอร์เพิ่มได้เรื่อยๆด้วยครับ

.

นี่ก็เป็นคำแนะนำจากผมนะครับ ซึ่งเทรดในแนวทางที่ใช้พอร์ตสร้าง Cash Flow เป็น Multi Income มาโดยตลอด คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อสร้าง Cash Flow ได้ดีขึ้นตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ? 

.

.

Monday, December 28, 2020

0894 : Learn from your loss

 Learn from your loss

.

S : ไม่อยากขาดทุน แต่ก็ยังขาดทุนซ้ำๆอยู่ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : การขาดทุนซ้ำๆ จากเหตุผลเดิมๆ พฤติกรรมเดิมๆ เป็นเพราะเรายังไม่ได้เรียนรู้ว่าทำไมเราถึงขาดทุน ทำไมเราถึงพลาด เมื่อไม่ได้เรียนรู้ ความคิด พฤติกรรม ในการเทรดของเรา ก็ตอบสนองต่อตลาดเหมือนดั่งเช่นครั้งก่อนๆ จริงไหมครับ ?

.

.

I : หากเราขาดทุนซ้ำๆนอกจากเงินในพอร์ตที่จะลดน้อยถอยลงไป อารมณ์ด้านลบต่างๆ เช่น ความโกรธ ความกลัว ก็จะสะสมในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงมันอาจจะระเบิดออกมา การอาจจะตัดสินใจทำอะไรเสี่ยงๆ แบบว่า All in or Nothing ไม่รวย ก็ซวยไปเลยได้ง่ายๆครับ และเราก็คงจะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆเลยใช่ไหมครับ ?

.

.

N : ทุกครั้งที่เราขาดทุน จะมีบทเรียนอยู่เสมอ มันเหมือนบททดสอบที่เข้ามาทดสอบเราเรื่อยๆ หากเรายังขาดทุนซ้ำๆ ด้วยพฤติกรรมการเทรดแบบเดิม เท่ากับว่าเรายังสอบไม่ผ่าน มันก็จะวนกลับมาทดสอบเราใหม่ในภายหลังอยู่ดี จนกว่าเราจะได้เรียนรู้ ค้นพบบทเรียนของเราเอง ทำให้เราผ่านมันไปได้ จากนั้นเราก็จะไปเจอกับบททดสอบใหม่ๆต่อไป

.

ผมเรียกมันว่า “การล้มไปข้างหน้า” ทุกครั้งที่เราขาดทุน หรืออาจจะทำอะไรผิดพลาด (เช่น เคาะซื้อ-เคาะขาย โดยใส่ปริมาณ Asset ผิด หรือ ใส่ราคาผิด ทำบัญชีผิดพลาด อะไรพวกนี้ แม้ว่าจะไม่ขาดทุน แต่ก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกันหากมันเกิดขึ้นซ้ำๆในอนาคต แล้วเราบริหารเงินที่มากขึ้น) เราลองย้อนดูตัวเองว่า เราได้ค้นพบบทเรียนอะไรบ้างจากเหตุการณ์นั้น แล้วเราจะไม่ผิดพลาดซ้ำอีก 

.

กระบวนการ ล้มไปข้างหน้า ก็มีดังนี้ครับ

.

1 กลับมา Review ดูว่า การขาดทุน หรือ ข้อผิดพลาดนั้น มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อธิบายมันออกมาให้ละเอียด เช่น ผมเคยไปเทรดหุ้นตัวนึง ที่ราคาร่วงลงมากว่า 90% 

.

ผมก็ลองมาไล่ดูว่า มันเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่แรกบ้าง แล้วผมก็พบว่า ผมเข้าไปเทรดเพราะแค่ว่ามันมี Volatility ที่ดี แต่ไม่ได้เข้าไปเจาะเรื่องพื้นฐานของบริษัท ว่ามันมีผลการดำเนินงานที่ถดถอยลงทุกปี พอเทรดไปเทรดมาราคาร่วงลงเรื่อยๆ ก็ไม่ได้หยุดเทรด หรือ Switch ไปตัวอื่น แต่กลับทำโซนล่างเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนถัวเฉลี่ยในหุ้นขาลงนั่นเองครับ 

.

สุดท้ายพอราคาร่วงลงไปแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังดีกว่ามีกระแสเงินสดที่ Feed ออกมาจากการเทรดได้ราวๆ 60% ของเงินทุน สรุปก็เจ็บตัวไปพอควรเลย 

.

2 ถามตัวเองดูว่า จากเหตุการณ์นั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ลองไล่ออกมาเป็นข้อๆดูครับ มันจะเป็นบทเรียนที่เราค้นพบเอง แล้วมันมาจากประสบการณ์ของเราจริงๆ เรียกได้ว่าจำได้ไม่มีลืม แตกต่างจากความรู้ที่เราอ่านจากในหนังสืออย่างมากเลยครับ 

.

3 จะทำอะไรต่อไป เอาบทเรียนที่ได้ไปพัฒนาการเทรดได้อย่างไร พอเราได้ค้นพบบทเรียนของเราเองแล้ว การจะไปต่อก็คือการเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับแนวทางการเทรดของเรา ให้มัน Work มากขึ้นนั่นเองครับ

.

ถ้าจากที่ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในข้อข้างบน ผมมีสิ่งที่ได้เรียนรู้และสิ่งที่เอาไปพัฒนาการเทรดของผมเอง ก็คือ 

.

- เลือก Asset ให้ดี เทรด ETFs หรือ ไม่งั้นก็ต้องเลือกบริษัทที่ดี ในอุตสาหกรรมที่ดี และทำการบ้านพื้นฐานบริษัทก่อนทุกครั้ง

.

- หากจะเสี่ยงไปเทรดหุ้น ให้แบ่งกำไรไปเทรด อย่าเอาทุนไปเสี่ยง หากขาดทุนจะเป็นแค่ขาดทุนกำไร และเงินทุนหลักของเรายังอยู่ครบ 

.

- วาง Money Management ให้จบก่อนเทรด ไม่เพิ่มเงิน เพิ่มโซนเข้าไปทีหลัง เป็นการ Limit Loss

.

- หยุดให้เป็น หากเจอ Drawdown ถึงจุดที่ต้องหยุด ก็ให้หยุดเทรด

.

- มีแผนสำรอง หากเราไปเทรดในหุ้นที่ไร้อนาคต แล้วถึงจุดหยุด ก็หาตัวที่จะ Switch เพื่อ Cover Drawdown ให้เจอ

.

- หุ้นตัวไหนดูเสี่ยงสูง ช่วงที่จังหวะมันวิ่งขึ้นแรงๆ แล้วพอร์ตมีกำไร ให้ตัดขายทำหุ้นฟรีทิ้งไว้ในพอร์ตบ้าง แล้วชักทุนคืนให้ไว 

.

- ยอมรับในความผิดพลาด จะรู้สึกผิดบ้างก็ไม่เป็นไร และอย่าเสียใจให้นานนัก ชีวิตต้อง Move On

.

ก็ประมาณนี้ครับ เรียกได้ว่าจำได้แม่นเลยแหละ ช่วงหลังมาก็เลยไม่มีเจ็บตัวจากหุ้นเท่าไหร่ เหมือนเราสอบผ่านไปแล้ว ทีนี้เราก็จะไปเจอโจทย์ใหม่ๆแทนครับ

.

ทั้ง 3 Steps นี้ ทั้ง การ Review อธิบายข้อผิดพลาดออกมาให้ละเอียด , การที่เราลองถามตัวเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และ เราจะเอาบทเรียนที่ค้นพบไปใช้พัฒนาการเทรดได้อย่างไร คือข้อแนะนำจากผมนะครับ 

.

คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะนำมันไปใช้เพื่อค้นหาบทเรียนเฉพาะตัวของคุณเองที่ได้จากความผิดพลาดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?

Saturday, December 26, 2020

0893 : เทรดอย่างสบายใจ

 

S : อยากเทรดอย่างสบายใจ แต่ก็ยังกังวลอยู่บ่อยๆใช่ไหมครับ ?

.

.

P : ที่เทรดเดอร์มักจะมีความกังวล นั้น มีทั้งสาเหตุที่เกี่ยวกับ Positions ที่เทรด และเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเทรดโดยตรง อาจจะเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันแยกกันไม่ออก โดยจะมีสาเหตุ ดังนี้ครับ

1 เทรดหนักเกินกว่าที่ใจจะรับไหว จึงทำให้กังวลใจอยู่ข้างในลึกๆ 

2 มีความกังวลในด้านอื่นๆของชีวิต เช่น มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนรอบตัว ทะเลาะกับคนรัก หรือ มีเรื่องค้างคาที่รบกวนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน สุขภาพ การจัดการเวลา รวมถึงความรักผิดชอบเรื่องอื่นๆในชีวิต

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่มีความสุข สมองคิดวนเวียนเต็มไปด้วยความกังวลจริงไหมครับ ? 

.

.

I : การที่สมองเราถูกแบ่งออกไปคิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากมายนั้น ทำให้เราขาดประสิทธิภาพครับ การตัดสินใจก็จะแย่ลง ส่งผลให้ Performance การเทรด บางครั้งความหงุดหงิดที่สะสมไว้ ก็จะทำให้อารมณ์เข้าครอบงำเราได้อีกด้วย การจะเทรดหนักๆ หรือ ช่างแม่ง ล้มกระดาน ก็มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น สุดท้ายเราก็จะมานั่งรู้สึกเสียดาย เสียใจมากๆกับการกระทำในช่วงที่เราทำตามอารมณ์อีกใช่ไหมครับ ?

.

.

N : การจะเทรดอย่างสบายใจ ต้องรักษาในมิติต่างๆของชีวิตให้มีความสมดุลครับ สำหรับตัวผมนั้น การสร้างรากฐานที่ดีให้กับการเทรดนั้นจะเริ่มจาก…

.

1 การเงินพื้นฐานต้องแน่น

- จัดการรายได้-ค่าใช้จ่ายให้สมดุล เพื่อมี Free Cash Flow Feed เข้าพอร์ตมาเรื่อยๆ

.

- สร้างแหล่งเงินทุนสำรองไว้อีกก้อน สัก 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เช่นในช่วง Lock Down จาก Covid-19 ที่หลายๆคนมีสภาพคล่องที่ลดลง บางคนก็ต้องหยุดทำงาน ขาดรายได้

.

- ป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต ประกันภัยต่างๆให้พร้อม เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ๆออกไป ทำให้ช่วยให้เราไม่ต้องไปดึงเงินทุน หรือ ดึงกำไรจากพอร์ตออกมาใช้ในยามที่จำเป็นครับ

.

- แยกพอร์ตเกษียณออกไปต่างหาก เป็นพอร์ตสำหรับเงินที่เราจะใช้หลังเกษียณจากการทำงาน วางแผน Feed เงินเข้าไปให้เพียงพอหากถึงเวลานั้น

.

ทั้งหมดนี้คือการเงินพื้นฐานที่เราต้องจัดการมันให้ดีครับ เพื่อให้เราเทรดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบร้อน รีบรวย สามารถทำตาม Process ได้อย่างใจเย็น 

.

ส่วนตัวผมเอง ช่วงที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ เคยสนใจแต่เรื่องเทรด แต่ละเลยเรื่องการเงินพื้นฐานไปเหมือนกันครับ เพราะคิดว่า เงินจากการเทรดมันหาง่ายมากๆ เรื่องการเงินพื้นฐานคงไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก เรื่องเล็กๆน่า แต่พอเทรดไปสักพัก ก็พบว่าการที่การเงินพื้นฐานของเราไม่พร้อม ไม่แน่นพอ มันทำให้มีเรื่องที่รบกวนเงินทุนในพอร์ตบ่อยๆ เดี๋ยวถอนๆ ถอนกำไรบ้าง ถอนทุนบ้าง การเทรดก็ทำตาม Process ได้ไม่ดี รีบทำกำไรตลอด พอติดดอยก็ทุกข์ กลัวเงินหาย ซึ่งมันมาจากการที่ใจเรารู้สึกขาด ไม่สมบูรณ์พูนสุข พอกลับมาจัดระบบการเงินพื้นฐานให้ตัวเอง ก็ทำให้มีความสุขมากขึ้นเยอะเลยครับ เทรดตามระบบ กำไรก็สะสมเพิ่มพูนขึ้นมาต่อเนื่องครับ

.

2 สุขภาพกายดี

“มีเงินมากมายเท่าไหร่ ก็เทียบกับสุขภาพที่ดีไม่ได้” หากเรามีเงิน แต่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงก็คงไม่มีความสุขเป็นแน่ การเทรดเป็นสิ่งที่ต้องใช้สมอง ใช้ความคิด ในการตัดสินใจ หากเราร่างกายแย่ สมองเราจะไม่อยู่ในโหมดที่พร้อมคิด พร้อมสร้างสรรค์ครับ เนื่องจากมีแต่ความกังวล ต้องการเอาชีวิตรอด ยิ่งหากเป็นช่วงที่ป่วย ก็แทบอยากพัก อยากนอน ไม่อยากทำอะไร เรื่องเทรดนี่ไม่ต้องคิดเลยทีเดียวครับ

.

สำหรับด้านสุขภาพหลักๆแบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ การนอน การกิน การออกกำลังกาย

.

การนอน ก็จัดเวลานอนให้เพียงพอ บางคนอาจจะยอมแลกการนอนให้น้อยลง เพื่อที่จะให้มีเวลาเทรด มีเวลาทำงานมากขึ้น เพื่อหวังว่าจะได้ไปถึงความสำเร็จให้ไวขึ้น ซึ่งผมเคยโหมเทรด โหมทำงานหนัก ยอมนอนน้อย นอนวันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย ทำให้ป่วยบ่อย ป่วยง่าย หงุดหงิดง่าย สุดท้ายการพยายามรีบเร่ง กลับกลายเป็นการทำให้เราไปได้ช้าลงเสียอีกครับ เนื่องจากเราต้องหยุดพักฟื้นร่างกาย ผมก็เลยค้นพบว่า การที่เดินหน้าไปในจังหวะของเรา รักษาสมดุลกายใจให้ดี จึงเป็นทางที่ไวที่สุดแล้วครับ 

.

วิธีการง่ายๆของผมก็คือ ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนช่วงเวลาเข้านอนสัก 15 นาที เพื่อให้เราได้จัดการอะไรก็ตามที่ทำอยู่ให้เสร็จและก็เตรียมตัวเข้านอน แล้วก็ตั้งอีกครั้งในช่วงเวลาที่เราตั้งใจจะเข้านอน ลองคำนณจากเวลาตื่นของเราก็ได้ครับว่าเราสมควรจะเข้านอนตอนกี่โมง เช่น ชีวิตผมเป็นไฟต์บังคับอยู่แล้วว่าจะต้องตื่น 6:00 น. และ ผมต้องการนอนให้ได้ 7 ชม. เพราะงั้นผมต้องเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม ผมก็ตั้งเวลาปลุกรอบแรก 22:45 น. และอีกรอบตอน 23:00 น. เป็นต้นครับ

.

การกิน กินอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพในระยะยาว ลดพวกของทอด ของมัน ของหวาน โดยเฉพาะน้ำตาล ก็จะช่วยให้ร่างกายเราดีขึ้นครับ ส่วนตัวผมทำ IF 12-16 ชม. ประกอบด้วยครับ เพื่อให้ร่างกายได้มีจังหวะฟื้นฟูตัวเองบ้าง 

.

การออกกำลังกาย ผมเลือกเดิน , วิ่ง และ ยืดเหยียด เป็นหลักในการออกกำลังกาย เพราะมันเรียบง่ายดี วันไหนวิ่งก็ตั้งเวลาไว้ว่าจะวิ่ง 1 ชม. วันไหนพักจากการวิ่งก็เดินให้ครบ 10,000 ก้าว ช่วงดึกๆ หลังตื่นนอน และ ระหว่างวัน (ซึ่งต้องนั่งทำงานนานๆ) จะใช้การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกัน Office Syndrome ครับ

.

3 มีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม

ชีวิตเราจะมีความสุข จากความสัมพันธ์ที่ดีครับ ทั้งกับตัวเองและกับคนรอบข้าง หากความสัมพันธ์แย่ จะมีเรื่องให้ต้องปวดหัว รบกวนการเทรดอยู่ตลอด หรือไม่ก็ทำเป็นลืม เก็บซ่อนมันไว้ให้มิดชิดที่สุด แต่สุดท้ายก็จบระเบิดออกมาอยู่ดี หรือ ต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่ Toxic ก็รบกวนใจเราได้เช่นกันครับ หากอยู่ในสถานการณ์ประเภทนี้ก็ต้องหาทางสะสางมันให้ได้ ไม่งั้นก็จะต้องทนทุกข์แบบนี้ไปเรื่อยๆ 

.

ข้อแนะนำที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือ

1 มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง ว่าอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง มัน Work ต่อชีวิตเราไหม

.

2 กล้าที่จะสื่อสาร เรื่องที่อึดอัด เก็บงำอะไรเอาก็ ก็หาโอกาสไปสื่อสาร พูดคุยกันตรงๆ ชีวิตจะได้เบาขึ้น ไม่ต้องแบกอะไรไว้ทั้งหมด

.

3 ทำให้ชีวิตไม่มีเรื่องค้างคา ให้มันจบสมบูรณ์ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะสมหวัง หรือ ผิดหวัง ก็ให้เรา Complete กับมัน วันดีคืนดี หากมีอะไรที่มันค้างคาโผล่ขึ้นมา เช่น เรื่องที่เราอาจจะบอกกับตัวเองว่า ช่างแม่ง ไปแล้ว แต่มันก็ยังโผล่ขึ้นมาในความคิดบ่อยๆ แสดงว่ามันยังค้างคาอยู่ครับ (ลองไปดูหนังเรื่อง How to ทิ้ง ก็ได้นะ อารมณ์ประมาณนั้นเลย) ก็ไปทำให้มันจบเสีย ใจก็จะเบาสบายครับ

.

4 กล้าที่จะสร้างกติกาในความสัมพันธ์ที่ไม่ OK หากสามารถทำได้ก็สื่อสารให้ชัดเจนว่าเราไม่ชอบอะไร มันมีผลกระทบอะไรต่อเราบ้าง ถ้าอีกฝั่งยอมรับก็ถือว่าดี สามารถเริ่มต้นกันใหม่ได้ หากไม่ OK ก็ลองดูว่าเรายอมรับได้ไหม หากความสมพันธ์มันจะเป็นแบบนี้ไปต่อ

.

5 ใส่ใจคนรอบข้าง จัดตารางชีวิตที่จะใช้เวลาร่วมกัน เช่น ผมจะนัดทานข้าวกับภรรยากัน 2 คน (ไม่พาลูกไปด้วย) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้พูดคุยกัน 2 คนเป็นเรื่องส่วนตัวกันบ้าง โทรหาพ่อแม่เป็นประจำ หรือ นัดโทรคุยกับอะไรแบบนี้ครับ โดยจะใช้ตัวช่วยก็คือปฏิทินในมือถือนี่แหละ ลงตารางนัดหมายไว้ล่วงหน้าเพื่อจะได้เห็นภาพของความสัมพันธ์ว่าเราจะติดต่อใครยังไงบ้างครับ

.

หากทำได้ตามนี้ ใจเราก็จะสบายขึ้น การเทรดก็จะไม่มีอะไรมาถ่วงให้หนักใจมากนัก ที่เหลือก็เป็นเรื่องของแผนการเทรด แผนการคุมความเสี่ยงแล้วครับ 

.

คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะจะนำไปปรับใช้กับวิถีชีวิต วิถีการเทรดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?

Friday, December 25, 2020

0892 : New Year New You

New Year New You
.
.
S : อยากให้ New year’s resolution สำเร็จทุกๆปี แต่สุดท้ายก็แป็กมาเรื่อยๆอยู่ใช่ไหมครับ ?
.
.
P : การที่เราตั้งเป้าหมาย ตั้งปณิธานไว้ตอนปีใหม่ แล้วก็ล้มเหลว ล้มเลิกทุกที เป็นเพราะสาเหตุ…ประการ ดังนี้ครับ
.
1 ขาดวินัย จึงทำให้การลงมือทำไม่ต่อเนื่อง มีเหตุผลดีๆมาแทรกก็หยุด ก็เลิกทำ
.
2 ไม่ได้อยากได้มันมากพอ ตั้งเป้าหมายไว้เท่ห์ๆ หรือ ตามกระแส สุดท้ายก็ปล่อยมันไปกับกระแสนั่นแหละ
.
3 มีเป้าหมายหลายอย่างเกินไป ไม่ Focus สุดท้ายจึงไม่สำเร็จสักอย่าง เวลาและ Energy เรามีจำกัด หากมันถูกแบ่งไปทำอะไรหลายๆอย่าง ก็จะไม่มีพลังที่มากพอจะทำอะไรให้ลุล่วง สำเร็จ
.
4 ไม่ได้ติดตามความก้าวหน้า แรกๆก็เริ่มต้นด้วยดี ทำไปทำมา ไม่ได้มีการติดตามผล Review Process ที่เดินไปสู่เป้าหมาย ก็เลยเนียนๆเลิกทำไปซะงั้น
.
5 เก็บมันไว้กับตัวเอง ไม่ได้ประกาศ หรือ บอกให้คนอื่นรู้ จึงทำให้ไม่มีแรงส่งเสริมจากคนอื่นๆที่หวังดี พอจะล้มเลิกมันก็เลยทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเขินกับใครมากนัก
.
.
I : หากเรายังตั้งเป้าหมายตอนต้นปีแล้วปลายปีก็มาตั้งใหม่เหมือนอีกทีอยู่เรื่อยๆแบบนี้ ชีวิตก็ไม่ก้าวหน้าไปไหนเป็นแน่ ความเชื่อมั่นในตัวเอง ความภูมิใจในชีวิตก็ลดน้อยถอยลงไป และก็คงรู้สึกว่าตัวเองปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์มากๆเลยใช่ไหมครับ ?
.
.
N : การตั้งเป้าหมายและทำให้เป้าหมายให้สำเร็จ สำหรับผมใช้วิธีประมาณนี้ครับ
1 ทำให้มันเป็นเกม เก็บคะแนนใน Process ที่เราลงมือทำ (ถ้าจะเอาเป็นหลักเป็นการ ก็ใช้ OKRs ก็ได้ครับ ฮ่าๆ) เช่น ผมตั้งเป้าว่าจะสอบเลื่อนตำแหน่งให้ได้อันดับที่ 1 (และก็ทำได้สำเร็จด้วยนะ 2 รอบติดกันเลย) ผมก็สร้าง Process การอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ วันละ 1 ชั่วโมง ทุกวัน ผมก็เก็บ Score จดไว้ในสมุดบันทึกเลย (หรือใครสะดวกจะใช้ App ก็ได้นะครับ แต่ผมเป็นพวกสาย Old School ครับ 555) รูปแบบมันก็จะประมาณนี้เลยครับ 
Day 1 อ่าน 1 ชม. เวลาสะสม 1 ชม.
Day 2 อ่าน 1 ชม. 15 นาที เวลาสะสม 2 ชม. 15 นาที
Day 3 อ่าน 1 ชม. 5 นาที เวลาสะสม 3 ชม. 20 นาที  
เวลาที่เราสะสม มันก็เปาเหมือนเราเก็บค่า Exp. ในเกม เพื่ออัพเลเวล เพียงแต่สิ่งที่เราทำ เป็นการอัพเลเวลในชีวิตจริงก็เท่านั้นเอง 
.
การบันทึก Process มันคือ การทำให้เป้าหมายของเรา “คงอยู่” สูญสลาย ล้มเลิกหายไปครับ ถ้าเราบันทึก Exp. ทุกวัน วันไหนที่เราไม่ได้เก็บเลเวล เราก็รู้สึกขาดอะไรไปสักอย่าง แล้วก็กลับมาทำมันต่อได้ครับ
.
2 ทำทีละเป้าหมาย เลือกเป้าหมายที่เราต้องการจริงๆ หยิบมันมาทำให้สำเร็จ เพราะเวลาเรา Lists เป้าหมายออกมาเนี้ย ไม่ได้มีข้อสองข้อแน่นอน บางทีก็ย๊าวยาวเป็นหน้ากระดาษ A4 แต่ก็นั่นแหละครับ เวลาและพลังงานของเรามีจำกัด เลือกข้อที่สำคัญ ข้อที่เราต้องการมันจริงๆมาทำดีกว่าครับ ข้อไหนที่หากทำมันสำเร็จแล้วชีวิตเราจะดีขึ้น ข้อไหนที่สำเร็จแล้วเราจะใจเต้นแรง ภูมิใจในตัวเอง เอาปากกาแดงวงมันไว้เลยครับ แล้วกำหนดไปเลยว่าเราจะทำมันสำเร็จภายในวันไหน ถ้าเราอยากได้มันมากพอ ก็จงทำให้มันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายไปเล๊ยยยย!
.
3 Integrity จงให้เกียรติและรักษาคำพูดของตัวเอง พูดว่าจะทำอะไร ตอนไหน ก็จงทำตามที่พูด ความมีวินัยจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จครับ อย่างผมเอง ช่วงที่เตรียมตัวสอบ มีบางวันที่มีเรียน จะกลับบ้านดึกมาก กว่าจะถึงบ้านก็ราวๆ 5 ทุ่ม แต่ก็ยังรักษาคำพูดที่ว่าจะอ่านหนังสืออยู่ หรือ วันไหนที่กลับดึกแล้วอ่านไม่ไหว ก็ต้องไปหา Slot เวลาในวันหยุดเพื่ออ่านชดเชยช่วงที่ Skip ไว้ครับ เพราะผมต้องการให้เกียรติและรักษาคำพูดของตัวเองนั่นเองครับ!
.
4 สร้างความสัมพันธ์ที่ดี เราไม่ได้อยู่ในโลกนี้ด้วยตัวคนเดียว ยังมี ภรรยา ลูก พ่อ แม่ พี่ น้อง เพื่อน การจะมุ่งทำแต่เป้าหมายจนหลงลืมความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไป ก็เป็นเรื่องที่ไม่ Work เท่าไหร่ครับ เราตั้งเป้าหมายอะไรไว้ เราควรสื่อสารให้คนรอบกาย (ที่ไว้ใจได้ด้วยนะ ไม่ใช่พวก Toxic หรือ Dream Killer) รับทราบด้วย บอกกับเค้าว่าเราทำไปเพื่ออะไร อย่างตอนที่ผมจะเตรียมตัวสอบเลื่อนตำแหน่งผมก็ไปบอกภรรยาเลยว่า ผมตั้งใจทำเพื่อครอบครัวนะ ถ้าทำสำเร็จ รายได้เราจะเพิ่มเป็นประมาณนี้นะ ซึ่งมันก็เป็นการโน้มน้าวให้เค้า Support เราไปโดยปริยายครับ อีกทางนึงมันก็เป็นการบังคับตัวเราเองด้วยว่า มึงล้มเลิกไม่ได้นะ เพราะมึงไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแล้ว มึงทำเพื่อคนที่มึงรัก วันที่เหนื่อย วันที่ท้อ อยากล้มกระดาน ก็จะมีคำถามว่า เค้าเชื่อใจเรา แล้วเราจะพอแค่นี้หรือ มันจะกลายเป็นพลังที่ทำให้เราไปต่อจนสำเร็จได้อีกแรงหนึ่งครับ
.
5 หาก Process มันมีความก้าวหน้า ให้กลับมาชื่นชมตัวเองด้วย อย่ามองแต่ว่าไกลจากจุดหมายแค่ไหน แต่ให้ดูว่าเราขยับมาจากจุดเริ่มต้นไกลแค่ไหนแล้ว จงอย่าลืมชื่นชมตัวเองล่ะ!
.
6 ข้อสุดท้ายแล้วครับ หาก “ทำเต็มที่แล้ว” ยังไม่สำเร็จ ไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ก็ให้ปล่อยวาง และ ให้อภัยตัวเอง ลองย้อนกลับมาดูว่า เราพลาดอะไรไป มีอะไรที่เราควรจะทำแต่เรายังไม่ได้ทำหรือไม่ ปีหน้าเราจะลุยอย่างไรให้มันสำเร็จ!
.
นี่ก็เป็นข้อแนะนำจากผมนะครับ คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้กับ New year’s resolution ในปี 2021 ของคุณตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?
.
.

0891 : Start your Trade

Start your Trade

 

S : อยากเทรดเป็นงานเสริม แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มสักทีอยู่ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : ที่ยังไม่ได้เริ่มเทรดสักที เป็นเพราะสาเหตุ 5 ประการ ดังนี้ครับ

.

1 คิดไปก่อนว่ามันยาก กลัวล้มเหลว กลัวขาดทุน ทำให้ไม่กล้าลงมือทำสักที

.

2 ติดภาพว่าการเทรดจะต้องดูยุ่งๆแบบในหนัง ในซีรีย์ นั่งจ้องจอเยอะๆ ใช้เวลาทั้งวันไปกับการเทรด จนทำให้รู้สึกว่า ไม่มีเวลามากพอที่จะทำได้ขนาดนั้น

.

3 ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ก็เลยเลื่อนมันออกไปก่อน

.

4 อาจจะไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเทรด เพื่อสร้างรายได้อีกทาง รายได้หลักก็ใช้ไม่หมดอยู่แล้ว หรือ ทำอย่างอื่น คุ้นค่า คุ้มเวลากว่า ก็เลยได้แค่สนใจ แต่ไม่ได้เริ่มสักที 

.

5 เงินทุนไม่พร้อม จึงทำให้ไม่ได้ฝากเงินเข้าพอร์ตไปลงสนามเสียทีจริงไหมครับ

.

.

I : การที่เราไม่ได้เริ่มเทรดสักที ทำให้เราเสียโอกาสอย่างมากในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในตลาด ในเกมการเงินนั้นบอกได้เลยว่าเริ่มก่อนได้เปรียบครับ (แต่ต้องเริ่มแบบที่ถูกที่ควรนะครับ) เพราะมันสู้กันด้วยจิตใจ และ กลยุทธ์การเทรด หากเราประสบการณ์น้อย โอกาสที่จะโดนเค้าโจมตีก็สูงครับ และสำหรับคนที่มีความตั้งใจ แต่ไม่ได้เริ่มลงมือทำ ก็คงรู้สึกไม่เติมเต็ม ค้างๆคาๆ เพราะโดนหยุดแต่ว่าอยาก แต่ไม่ได้ทำมันสักทีใช่ไหมครับ ?

.

.

N : สำหรับคนที่อยากเทรด เพื่อสร้างรายได้ทางที่ 2 แต่ยังไม่ได้เริ่มสักที ผมมีคำแนะนำ ดังนี้ครับ

.

1 สำหรับคนที่เงินทุนไม่พร้อม ให้กลับมาจัดการเรื่อเงิน ของตัวเองให้ดี วางแผนจากสมการ รายได้-เงินออม = รายจ่าย ค่อยๆออมเงินไว้ทำพอร์ต 

.

ส่วนใครที่ร่ายจ่ายสูงกว่ารายได้ ต้องกลับไปจัดการให้มีเงินเหลือก่อนนะครับ เพราะถือว่ายังไม่ผ่าน Step ที่ 0 ครับ

.

2 ศึกษาแนวทางการเทรด ของ Trader ที่มี Life Style ใกล้เคียงกับวิถีชีวิตของเรา เช่น บางคนทำงานประจำ บางคนทำงานพาร์ทไทม์ บางคนทำ Freelance บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็มีแนวทางการเทรดที่แตกต่างกันไป แต่คนละมี Time Frame การเทรดเป็นของตัวเองครับ 

.

อย่างผมทำงานประจำ ก็ไม่ได้เทรดแบบดูกราฟมากนักครับ หรือ หากจะดูก็เลือกดูในกราฟ Time Frame 4 ชั่วโมง (4 ชั่วโมง = กราฟ 1 แท่ง) หรือ 1 วัน (1 วัน = กราฟ 1 แท่ง) เป็นหลักครับ 

.

คิดดูว่า หากผมประชุม ตั้งแต่เช้ายันเย็น กราฟ 4 ชั่วโมง เพิ่มไปเคลื่อนที่ไป 2 แท่งเอง เข้าไปดูกราฟหลังเลิกงานก็ยังทัน มันจึงมีจังหวะให้เราได้คิดได้ตัดสินใจได้อย่างสบายๆเลยครับ 

.

นี่ก็เป็นความสำคัญของการที่เราต้องหาจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเราให้เจอครับ

.

3 ทดลองด้วยเงินจำนวนน้อยๆ อย่างผมเคยเขียนถึงเรื่อง Sandbox of Trading ไป ว่าผมทดลองเทรด Crypto แข่งกับเพื่อนๆด้วยเงิน 1,000 บาท ซึ่งทำให้ได้ประสบการณ์และทักษะใหม่ๆเพิ่มขึ้นอย่างไวเลยครับ 

.

.

สำหรับคนที่จะเริ่มต้น ก็ลองศึกษา วางแผน แล้วก็ลงสนามจริง ในแนวทางของ Sandbox ไปก็ได้ครับ หากสามารถอยู่รอดได้ ก็ค่อยลุยต่อไปในเงินก้อนที่ใหญ่ขึ้นอาจจะ Copy Model เดิมที่เราทำแล้วได้ผลดีมาเทรดต่อครับ 

.

.

ในมุมมองของผมนั้น ผมมองว่า “ เวลา มีค่ามากกว่าเงินครับ” เพราะเงินทองเพิ่มได้ลดได้ แต่เวลาไม่มีเพิ่มแล้วแหละ มีแต่ลดลงไปเรื่อยๆ หวังว่าคุณคงไม่ปฏิเสธที่จะเริ่มต้นเทรดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?

Friday, May 1, 2020

0885 : Re-Balancing Process 101


สวัสดีครับ วันนี้จะมาพูดถึงการ Re-Balancing นะครับ
เพราะช่วงนี้มีหลายๆคนส่งคำถามหลังไมค์เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องนี้
เลยขอมาเขียนตอบตรงนี้ทีเดียวเลยแล้วกันนะครับ
 

 

การ Re-Balancing คือการปรับพอร์ตของเราให้อยู่ในสัดส่วนที่เราวางแผนไว้
เช่นเราอาจจะวางแผนว่าจะถือครอง เงินสด 50% และ Asset A 50%
สมมติที่ทุน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น
1. เงินสด 500,000 บาท
2. Asset A จำนวน 50,000 Unit ที่ราคา 10 บาท / Unit มูลค่ารวมเท่ากับ 500,000 บาท ละกัน)

เมื่อราคาของ Asset A มันขยับไปทางใดทางหนึ่ง ทำให้มูลค่าเปลี่ยนไป
สมมติ หากราคา Asset A วิ่งขึ้นเป็น 11 บาท มูลค่าเพิ่มเป็น 550,000 บาท
พอร์ตรวมของเราจะกลายเป็น 1,050,000 บาท (ตีเป็น 100% ใหม่อีกรอบ)
จาก เงินสด 500,000 บาท (47.62%) Asset A 550,000 บาท (52.38%)

หากเราจะ Re-Balancing กลับไปที่ เงินสด 50% + Asset A 50% อีกรอบนั้น
ก็ต้องปรับพอร์ตด้วยการขาย Asset A ออกให้ได้เงิน 25,000 บาท
(ขายที่ราคา 11 บาท มูลค่า 25,000 บาท ก็เท่ากับประมาณ 2,273 Unit)
แล้วเราก็จะมี เงินสด 525,000 บาท (50%) + Asset A 525,000 บาท


ทีนี้หาก Asset A โดนทุบบ้าง สมมติ ราคาลงจาก 11 บาท เหลือ 9.43
มูลค่า Asset A ในพอร์ตเรา ลดลงจาก 525,000 บาท เหลือ 450,000 บาทล่ะ จะทำอย่างไร
ก็มาดูที่สัดส่วนของ เงินสด กะ Asset A ก่อนว่าเป็นอย่างไร
เงินสด 525,000 บาท = 53.85%
Asset A มูลค่า 450,000 บาท = 46.15%
มูลค่าพอร์ตรวม = 975,000 บาท

การจะ Re-Balancing ก็จะปรับโดยการเอาเงินสดไปซื้อ Asset A เติมเข้าไปให้กลายเป็น 50 : 50
พอร์ตรวม 975,000 บาท ที่ 50 : 50 จะเท่ากับต้องมีเงินสด : Asset A อย่างละ 487,500 บาท
เพราะงั้นเราจะต้องแบ่งเงินสดไปซื้อ Asset A จำนวน 37,500 บาท
(ปรับจาก 525,000 - 487,500 = 37,500 บาท)
ที่ราคา Asset A 9.43 บาท / Unit เงิน 37,500 บาท จะซื้อได้ราว 3,976 Unit
พอร์ตเราก็จะกลายเป็น เงินสด 487,500 บาท
Asset A 51,703 Unit x ราคา 9.43 บาท มูลค่าจะเท่ากับ 487,559 บาท (เกินไป 59 บาท 555)
โดยที่เราจะมี Unit เพิ่มจากจุดเริ่มต้น 1,703 Unit (แรกสุดเรา Start ที่ 50,000 Unit)

เมื่อราคา Asset A มัน Move ไปทางไหน เราก็คอยปรับพอร์ตตามไปเรื่อยๆ
ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราสามารถวางแผนล่วงหน้าได้
ราคาปรับตัวขึ้น เราจะทำอะไร
ราคาโดนทุบ เราจะรับมืออย่างไร


จังหวะการปรับพอร์ต
ส่วนนี้เราอาจจะกำหนดจากการเพิ่มลดของมูลค่า Asset ก็ได้
เช่น มูลค่าบวก 5% , 10% , 20% เราจะปรับพอร์ตทีนึง
หรือ อาจจะเอาเครื่องมือทางเทคนิคคอล มาใช้หาจังหวะในการ Re-Balancing ก็ไม่มีใครว่า
การใช้ EMA , MACD , RSI , STO ใน Time Frame ต่างๆ

สมมติว่า เราวางแผนจะ Re-Balancing ตาม EMA
ถ้า EMA มัน Cross กับ Price ที
เราก็มาดูสัดส่วนพอร์ตเราทีนึงว่าเราจะต้องปรับเงินสดกับ Asset อย่างไร เท่าไหร่บ้าง


สิ่งสำคัญของการ Re-Balancing คือ
1. ต้องเลือก Asset ให้ดี เพราะเราจะอยู่กับมันนาน
2. มีวินัย ทำตามแผน ไม่โลภ หรือ กลัว จนไม่กล้า Action ตามแผนที่วางไว้
3. ทำบัญชีให้ดี ไม่งั้น งงตายยย
4. ออกแบบแผนการ Re-Balancing ให้เหมาะสมกับกับสิ่งที่เรามี  (หน้าตัก / เวลาชีวิต / Life Style / ความรู้ / พฤติกรรมของ Product ที่ลงทุน) เช่น หากไม่ค่อยมีเวลาก็อย่าไปพยายาม Re-Balancing ให้มันถี่มากนัก หรือ ตั้งเป้า Re-Balancing ไว้ไกลเว่อร์ๆ จนไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของตัว Product ไรงี้


จริงๆมันมีการ Re-Balancing อีกหลายแบบนะครับ
ที่เขียนไปข้างบนคือ สะสม Asset เพิ่ม (เพิ่มจำนวน Unit)

ส่วนแบบอื่นๆก็เช่น
- ไม่เพิ่ม Unit แต่สร้าง Free Cash Flow
- Re-Balancing แบบกำหนดสัดส่วน หรือ หลายๆ Asset เช่น
* เงินสด 40 : Asset 60
** เงินสด 30 : Asset A 20 : Asset B 20 : Asset C 20
*** ฯลฯ มันแตกไปได้หลายอย่างมาก แล้วแต่เราออกแบบครับ 555
แต่ที่สำคัญ คือ เราต้องสร้างระบบบัญชีหลังบ้านให้ดี และวางแผนให้ชัดแค่นั้นเอง
พวกแตกแขนงออกไปแบบอื่นๆนี่ไว้โอกาสหน้าจะมาเขียนต่อครับ


ส่วนวันนี้ลาไปก่อนครับ โอกาสหน้าพบกันใหม่
ขอให้ทุกท่านอยู่รอดปลอดภัยในช่วงวิกฤติ Covid-19 นี้
ทั้งด้านสุขภาพและการเงินในกระเป๋านะคร้าบบบ


ขอบคุณภาพประกอบจาก People photo created by freepik - www.freepik.com ครับ

Tuesday, October 8, 2019

0849 : Diary 7 ต.ค. 2562


สุขภาพ
วิ่ง 8.19 km. / Total 13.60 km.
พรุ่งนี้ตั้งเป้าวิ่ง 15 km.


ครอบครัว
เล่นกับลูกก่อนนอน วันนี้เล่นเกมหาสมบัติกัน โดยที่เราเอาของไปซ่อนในกองผ้าห่มแล้วให้ลูกจินตนาการว่าอยู่ในถ้ำใต้น้ำ สนุกดี
 
 
การงาน
รับงานด่วนมาอีกงาน รู้สึกไม่ค่อย ok เลย แต่ก็ "เลือก" ที่จะทำมัน บริบทคือเป็นความเอื้อเฟื้อให้กับเพื่อนร่วมงาน

 
การเทรด
หุ้นไทย หลังจากที่ปรับ Money Management มาเป็นแบบปิรามิด ทำให้การ Gen Cash Flow มีความเสถียรมากขึ้น ค้นพบเลยว่าการสะสม Asset มันช่วงแบ่งเบาภาระการหาเงินของชีวิตได้ดีเลย

Crypto พอร์ตส่วนตัวไม่ได้ทำอะไรเลย / ส่วน Mudley Competition ก็เทรดเรื่อยๆ เก็บระยะไกลขึ้นกว่าปกตินิดนึง และยิงกระสุนเพิ่มตามที่ Manager อนุญาต
 
Forex ไม่ได้ Focus คือปล่อยมัน Entry , Exit ตาม Model ที่ pending ไว้


การเงิน
กำลังอยู่ระหว่างวางระบบบัญชีรายรับ-รายจ่ายใหม่ แบ่งไปตามหมวดหมู่ที่ออกแบบไว้ เพื่อให้รู้ต้นทุน Cost of living ในแต่ละกิจกรรมของชีวิต เช่น ส่วนไหนใช้ในงานประจำ ส่วนไหนใช้ในครอบครัว ส่วนไหนใช้ส่วนตัว อันไหนของตามใจตามความอยาก (อันนี้อ่าน Your Money Your Life แล้วลองเอามาปฏิบัติดู)


การพัฒนาตนเอง
- เรียน Eng Online (วันนี้ไม่ได้เรียน)
- อ่าน Your Money Your Life
- อ่านเจอ Status FB ของ ศาสดา เค้าเขียนเรื่อง "คุณสมบัติของคนที่ประสบความสำเร็จ" ถ้าสรุปหลักๆออกมาสั้นๆก็จะเป็นเรื่องของ
1. ความถ่อมตัว และ การให้เกียรติคนอื่น ถ้าขยายความก็คือ เป็นคนที่ชอบให้บริการคนอื่นๆก่อนเสมอๆ มีจิตใจของความช่วยเหลือบริการ
2. มีการฟังให้ผู้อื่นอย่างตั้งใจ ใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นๆพูด
3. เรียนรู้จากคนอื่นตลอดเวลา ไม่เขินอายกับการบอกว่าตัวเองไม่รู้ ไม่เข้าใจ ตามไม่ทัน พร้อมที่จะจดบันทึก ทดลองทำตามสิ่งที่คนอื่นๆแนะนำเสมอ
4. มีการทำ Night Research ถึงความผิดพลาดของตัวเอง ไม่อายที่จะแชร์ความผิดพลาด ข้อด้อย จุดอ่อนให้คนอื่นรู้ (Night Research คือ การวิเคราห์งานที่ทำ / สิ่งที่ทำวันนี้ ว่าอะไรทำให้งานนั้นสำเร็จ / ไม่สำเร็จ)
5. จดจำชื่อและรายละเอียดของคนเก่งมากๆ ทักทายคนอื่นๆก่อนเสมอ

Thursday, March 21, 2019

0829 : Intermittent Fasting


ขอนอกเรื่องเทรดนิดนึง (แต่จริงๆมันก็เกี่ยวกับเรื่องเทรดนะ เพราะมันเกี่ยวกับ Productivity น่ะ)

ผมเริ่มทำ Intermittent Fasting มาสักพักแล้วครับ
จริงๆก็มีมิตรสหายหลายคนที่แนะนำให้ทำมานานแล้ว
แต่ผมก็เพิ่งมาเริ่มต้นจริงๆจังๆเมื่อ 31 ม.ค. 2562 นี้เอง

จุดเริ่มต้นคือ จำได้ว่าไปเรียน Leadership Program แล้วจะกลับบ้าน
เดินออกมาจะไปรถไฟฟ้า เจอเพื่อนที่เรียนคลาสเดียวกันเดินออกมาด้วย
เลยถามไปว่า "กินข้าวยัง"
เพื่อนบอกว่า "กำลังทำ IF อยู่"
ผมก็เลย "เออ ทำยังไงบ้างอ่ะ กำลังสนใจอยู่เลย"
มันก็จัดการแนะนำให้โหลด App Life Fasting เพื่อช่วยเก็บ stat & สร้างวินัย
จากนั้นก็ดึงเข้ากลุ่ม Line เสร็จสรรพ
เลยได้เริ่มทำตั้งแต่วันนั้นมาเลยนั่นแหละ 555

ผมเลือกทำแบบ 16 / 8
คือ ไม่ทานอาหาร 16 ชั่วโมง กิน 8 ชั่วโมง
แต่มันก็ไม่ได้เป๊ะอะไรขนาดนั้น
บางวันก็อยู่ในช่วงอด 18 - 20 ชั่วโมงก็มี

โดยออกแบบให้เข้ากับ Life Style
ก็ลองมาหลายแบบแหละ
แรกๆอดมื้อเช้า
หลังๆสลับไปอดมื้อเย็น

ปัจจุบันก็ค่อนข้างลงตัว คือ กินมื้อเช้า 7 โมงนิด มื้อเที่ยง 12:00 จบแค่นั้น ที่เหลืออดยาว
ช่วงอดก็กินน้ำเปล่า ไม่ก็กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล

ผลที่ได้ก็คือ น้ำหนักลงทีละนิด
Focus ได้ดีขึ้น มีวินัยมากขึ้น
และมีเวลาว่างมากขึ้น เพราะไม่ต้องห่วงเรื่องกินข้าวเย็น
ผมก็ใช้เวลาส่วนนี้ไปเล่นกับลูก พาลูกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ
พอเล่นกับลูกช่วงเย็นไปแล้ว ช่วงดึกก็มีเวลา Trade หรืออ่านหนังสือเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

พอมาดูอะไรที่เป็นตัวเลขอย่างผลตรวจสุขภาพ
ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเลยแหละ
คอลเลสเตอรอลลดลงจาก 198 เหลือ 182 แล้ว



สำหรับผมตอนนี้ก็ไม่ได้ใช้ App ช่วยแระ
เพราะทำเป็นกิจวัตรไปแล้ว
ที่เหลือแค่ทำต่อไป แล้วก็ควบคุมอาหารให้มีคุณภาพในการกินแต่ละมื้อให้มันดีขึ้นแค่นั้นเอง


ส่วนใครที่อยากจะเริ่มทำก็ศึกษาข้อมูลให้ดีๆก่อน
หากป่วย หรือ มีโรคประจำตัวก็ปรึกษาหมอก่อนนะครับ
ของผมโชคดีมีเพื่อนในกลุ่มทำ IF กันหลายคน เลยถือว่ามีที่ปรึกษาเยอะแยะเลย


ส่วนสิ่งที่จะเจอ ก็คือ... (อ้างอิงจากที่ผมเจอนะ)

1. ความหิว ต้องเจอแน่อยู่แล้น ปัดโถ่ ... ตรงนี้ก็อาศัยการแยกแยะเอา ความหิว ความอยากกิน มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง ไม่ได้มีอยู่จริง กินน้ำสักแก้ว สองแก้ว ก็หายหิวแล้ว ไม่ไหวก็กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล (แต่อย่างไปดื่มก่อนเข้านอนล่ะ)

2. การล้มเลิก ... "ไม่ทำแล้วหว่ะ มันคงไม่เหมาะกันเรา" อันนี้ คือ ให้เคารพให้เกียรติคำพูดตัวเองอย่างเดียวเลย เช่น ผมบอกกับตัวเองว่าจะกิน 2 มื้อ ก็เคารพคำพูดตัวเองว่ากูจะกินแค่ 2 มื้อ ถ้าทำได้ เราจะมีพลังในการทำมันต่อๆไปมากขึ้นเรื่อยๆ

3. ความพ่ายแพ้ ... เผลอกินไปอ่ะ หรือ ตบะแตก แดกหมูกะทะ ... ก็ปล่อยวางความพ่ายแพ้ตรงนั้น แล้วมุ่งหาต้นตอว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรา "เลือก" ที่จะไปแดกหมูกะทะ ซัดชานมไข่มุก ลองถามตัวเองดูว่าเราคิดอะไรอยู่ตอนนั้น ทำไมเราถึงเลือกเดินทางซ้าย ทั้งๆที่เราตั้งใจ ตั้งมั่นที่จะไปทางขวา ... ถามตัวเองดูแล้วลองหาคำตอบว่าเราค้นพบอะไรในกระบวนการคิดของเรา "อะไรที่เราทำแล้วไม่ work แล้วครั้งหน้าเราจะทำอย่างไรต่อไป ... มันไม่มีอะไรผิดหรอก เราแค่กินหมูกะทะ อะไรงี้ จากนั้นก็ปล่องวาง สร้างเกมของเราขึ้นมาใหม่ซะ!


สุดท้ายก็ขอให้ทุกท่านสุขภาพดี สนุกกับเกมที่จะทำให้ชีวิตเรา Work นะครับ ^ ^

Saturday, March 9, 2019

0828 : อย่ามองข้ามเรื่องพื้นฐาน

 
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้กับกรมบังคับคดี จ.นนทบุรี มาครับ เค้าให้โจทย์มาเป็นหัวข้อ "สร้างชีวิต สร้างสุข สร้างวินัยทางการเงิน" กับ "หนทางห่างไกลหนี้"

ตอนแรกก็กังวลเหมือนกันกลัวว่าจะเตรียมตัวบรรยายแล้วไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เอาเข้าจริงพอไปถึงก็ติด Stun เหมือนกัน เพราะคนที่มานั่งฟังส่วนใหญ่อายุ 50+ ละ แต่ก็มีคนวัยเริ่มต้นทำงานด้วยบางส่วน เราก็บอกกับตัวเองว่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว เราบรรยายจากใจ ไป Out Here อยู่ตรงนั้น และ Dance ไปกับสถานการณ์ ส่งคุณค่าเต็มที่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การบรรยายก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา มาก พอจบงานก็รู้สึกว่าเติมเต็ม และมีความสุข มีคนเดินมาหาหลังงานบอกกับผมว่า "ขอบคุณ ได้ประโยชน์มาก จะเอาไปใช้ในชีวิต" เรานี่แบบ เออ... มันได้ผลโว้ย สิ่งที่เราทำ มันส่งต่อถึงคนได้!


สิ่งที่ผมเอาไปบรรยาย ก็การเงินส่วนบุคคลพื้นฐาน เลย สรุปคร่าวๆมาให้ก็ประมาณนี้ครับ

1. การกลับมารู้จักตัวเอง ผ่านงบการเงินส่วนบุคคล
- งบรายรับ-รายจ่าย
- งบแสดงฐานะทางการเงิน
ว่าปัจจุบันเราอยู่ ณ จุดไหนของชีวิต
สภาพคล่องเป็นอย่างไร
ออมเงินได้กี่ % ของรายได้
ทรัพย์สิน มีอะไรบ้าง มัน Generate รายได้ให้เท่าไหร่ อย่างไร
หนี้สินล่ะ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ผ่อนชำระต่องวดมากน้อยแค่ไหน


2. ให้หัดทำ ประมาณการงบรายรับ - รายจ่าย ล่วงหน้า
เริ่มจากสมการ "รายได้ - เงินออม = รายจ่าย"
ให้ Forecast ค่าใช้จ่ายก้อนเดียวที่มันจะเกิดออกมาให้ได้มากที่สุด เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเทอมลูก ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ ฯลฯ อะไรพวกนี้ เพราะค่าใช้จ่าย one time เหล่านี้แหละ มันเป็นตัวดึงสภาพคล่อง หรือทำให้เราต้องเป็นหนี้บัตรเครดิต หากไม่มีเงินเตรียมไว้ Support มัน

ข้อนี้ให้กลับไปทำเป็นการบ้าน จริงๆถ้ามีเวลาพอ จะให้ทำกันเลย เพราะกลับบ้านไปมีโอกาสไม่ได้ลงมือทำสูงแหละ T T
 

3. ให้จดบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือ บัญชีครัวเรือน
อันนี้ก็แนะนำให้จดผ่าน App กันไป เพราะมันสรุปให้ Auto สะดวกในการเอามาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ งบประมาณรายรับ - รายจ่าย ที่เราวางไว้



4. นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน ระหว่าง รายรับ-รายจ่าย ที่เกิดขึ้นจริง กับ งบประมาณ ที่ตั้งไว้ ใช้มากใช้น้อย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร พฤติกรรมของเรา หรือ เราตั้งงบไม่ Match กับ Lifestyle ของเราไหม ?

ถ้าเราจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย จากชีวิตเราจริงๆ เราจะสามารถนำไปตั้งงบประมาณที่ใกล้เคียงกับ Lifestyle ของเรามากๆเลยแหละ เพราะมันคือชีวิตเราจริงๆ

หรือบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะบอกกับเราได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เป็น ของแพ้ทาง เช่น เราจ่ายให้อะไรบ่อยๆ โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหรือบริโภคมัน เช่น ของเล่น หรือ ของกินที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แล้วเราอยากสร้างนิสัยอะไรใหม่ให้ชีวิตเราไหม โดยการงดของเหล่านี้ เราก็เลือกได้นะ
 
 
5. สร้างพื้นฐานของ Wealth หรือ สร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี หลักๆก็คือ

5.1 สภาพคล่องเป็นบวก
ข้อนี้ก็คือจากสมการ รายได้ - เงินออม = รายจ่าย แล้วมีเงินเหลือทุกเดือน
 
5.2 มีเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉิน อย่างน้อยๆก็ 6 เท่าของ ค่าใช้จ่ายรายเดือน
เงินออมที่เก็บจากข้อ 5.1 ก็เอามาออมในข้อนี้ก่อน หลักมันง่ายคือ สมมติ ค่าใช้จ่ายเรา 30,000 บาท / เดือน เงินที่ต้องเก็บไว้สำรองก็คือ 30,000 x 6 เท่า = 180,000 บาท ส่วนการเก็บก็เก็บในบัญชีที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชี Saving , Money Market Fund

5.3 วางแผนออมเงินเพื่อเกษียณ & วางแผนภาษี
เริ่มจากการคำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณก่อน ง่ายสุดก็ดูจาก Lifestyle ของเราในปัจจุบันว่าเราใช้เงินเดือนนึงสักเท่าไหร่ พอเราเกษียณแล้วก็จะใช้ประมาณนั้นแหละ แล้วปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เช่น ตอนนี้ใช้เดือนละ 40,000 x 12 เดือน x 20 ปี (ถ้าคิดว่าเกษียณ 60 แล้วจะอยู่ถึงอายุ 80) = 9,600,000 บาท x 2.1 (ตัวคูณเพื่อปรับอัตราเงินเฟ้อของคนที่อายุงานเหลือ 25 ปี เกษียณ) = 20,160,000 บาท

ที่นี้ก็เอามาหาดูว่าจะไปให้ถึงเป้าหมาย 20,160,000 บาท ณ วันที่เราอายุ 60 ต้องทำยังไงบ้าง หลักๆมันก็ขึ้นอยู่กับ เงินที่ออม , ระยะเวลา , อัตราผลตอบแทน ตรงนี้ใช้ App EZ Financial Calculator คำนวณเอากดใช้ง่ายๆ



แล้วเราก็คำนวณดูว่าจะไปให้ถึงต้องใช้ Investment Vehicle อะไรในการเดินทาง ก็ไม่พ้นต้องพึ่งกองทุนหุ้นแหละ ผลตอบแทนที่คาดหวังก็สัก 8-12% ควรวางแผนแบบ Worst Case Scenario ให้ชีวิตเรานะ เพราะเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังไงเราก็ต้องแก่ (ถ้าไม่ม่องเท่งไปก่อนวัยอันควร)

เสร็จก็มาเลือก Product ที่จะใช้เป็น Investment Vehicle ต่อ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , RMF , LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีด้วย (ส่วนนี้ใช้ App iTax Pro ในการคำนวณว่าจะใช้อะไรลดหย่อนเท่าไหร่)

 
หากมีเงินออมในโควต้าส่วนที่เหลือจากการลดหย่อนภาษี จะมาใช้กองทุนรวมหุ้น หรือ เลือกหุ้นรายตัวด้วยตัวเองก็ไม่ว่ากัน

งานต่อไปก็จะเป็นการ Monitor ผลตอบแทนให้มันอยู่ในเส้นทางที่จะพาเราไปให้ถึงเป้าหมายนั่นแหละ


5.4 ป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน
ส่วนนี้เป็นการเลือกทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันทรัพย์สิน ให้เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานของครอบครัว โดยดูจาก...

ทุนประกันที่ควรมี = ภาระหนี้ที่มี + ทุนเพื่อตั้งหลักให้ครอบครัว + ทุนการศึกษาลูก (ถ้ามี) - ทรัพย์สิน - ทุนประกันเดิมที่มีอยู่แล้ว

แต่จะซื้อประกันก็คำนึงถึงสภาพคล่องไว้ด้วย ซื้อเยอะไปเด๋วกินแกลบอีก 555

อ้อ การมีสติ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงอีกแบบนึงนะ ^ ^


จบแล้วครับ เรื่องพวกนี้เป็น Basic ของการสร้าง Wealth เลย หากเรามีฐานที่ดี ก็จะช่วยให้เราอยู่ในโลกของการสร้าง Wealth ได้อย่างสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเหลียวมองหลังบ่อยๆ จะทำอะไรก็สามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่เนอะ


แล้วก็มีเกมมาแนะนำให้เล่น มันชื่อว่าเกม The Life Simulator ผมเล่นบน iOS นะ สิ่งที่ผมค้นพบจากเกมนี้ และการสร้าง Based of Wealth ของชีวิต ณ ตอนนี้ ก็คือ หากเรามี Wealth ที่ดี เราจะไปต่อในชีวิตเราอย่างสบายใจเลยแหละ ชีวิตมีแต่มุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเรา Complete กับอดีต หรือ ข้างหลังเราหมดแล้ว เรื่องเงินก็อยู่ในแผน จัดการได้ พอจะทำอะไรมันก็ลุยได้เต็มที่ครับ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และหวังว่าจะนำคุณค่าที่ได้ไปลงมือทำในชีวิตของท่านนะครับ

Tuesday, January 1, 2019

0824 : เป้าหมายปี 2562


     เป้าหมายชีวิตปี 2562 ตั้งเป้าหมายไว้ท้าทายตัวเองมากๆ แต่มันเป็นการทำเพื่อคนที่เรารัก ต่างจากปีที่ผ่านๆมาที่ทำเพื่อตัวเองซะส่วนใหญ่ ปีนี้อยากจะสร้างอะไรหลายๆอย่างให้กับภรรยาและลูก รวมถึงสังคมด้วย ก็ลงมือทำดูสักตั้ง!
  
1. สุขภาพ 
     เคยคุยกับโค้ชเรื่องการที่เรามีข้ออ้างมากมาย เพื่อที่จะไม่ต้องไปออกกำลังกาย โค้ชบอกให้เราลองคิดว่า การที่เราไม่ออกกำลังกายนั้น มันคือการที่เราเห็นแก่ตัว ... รักเมีย รักลูก แต่ก็ปล่อยให้ตัวเองสุขภาพย่ำแย่ มีข้ออ้างต่างๆนานาเพื่อที่จะไม่ไปออกกำลังกาย แบบนี้เรียกว่ามีความรับผิดชอบต่อคำว่ารัก ที่ให้ต่อคนรอบข้างไหม ? ... เราก็อึ้งไปเลย เออ จริงวุ้ย เลยแบ่ง slot เวลาของชีวิตไว้ให้การออกกำลังกายแหละ รวมถึงสื่อสารให้ภรรยาได้รู้ด้วยว่าเราจะไปออกกำลังกายช่วงไหนวันไหนบ้าง ก็ทำให้ทุกมิติของชีวิตมัน Work
     ด้าน Performance ปีนี้ตั้งใจจะวิ่งให้ดีขึ้น ออกจากโซนของนักวิ่งหน้าใหม่สักที 555 ก็จะมีเป้าหมาย 3 ข้อหลักๆตามนี้แหละ
  
1.1 ซ้อมวิ่ง 200 km ต่อเดือ
     อันนี้พี่บอยแนะนำมาว่าซ้อมตามนี้ 10 km. Sub 1 ทำได้แน่นวล เลย Challenge ตัวเองดูสักหน่อยวะ! ... ถ้าวิ่งทุกวันก็ตกวันละ 7-8 km. , ถ้าวิ่งสัปดาห์ละ 5 วัน ก็วันละ 10 km ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร ต้องอาศัยความสม่ำเสมอมากกว่า
  
1.2 ไปมาราธอน 42.195 
     เป็นเป้าหมายที่รู้สึกว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่าวะ มาตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา จริงๆก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองทำได้แน่นอน แต่อยู่ที่ว่าจะลงมือทำ ลงมือซ้อมจริงๆจังๆหรือเปล่า ไปโหลดตารางซ้อมมาเรียบร้อย ตั้งใจว่าจะลงงาน พัทยามาราธอน ช่วง ก.ค. แล้วปลายปีไปลง บางแสน 42 อีกที
  
1.3 วิ่ง 10 km. Sub 1
     ข้อนี้อยาก Challenge ตัวเองให้ออกจาก Comfort Zone ที่ปกติวิ่ง Pace 8 - 9 - 10 น่ะ อยากวิ่งให้ไวขึ้นสักหน่อย

2. ครอบครัว
     ปีนี้หลักๆจะอยู่ที่ทำให้ครอบครัว Work โดยการให้เวลา สื่อสาร เป็นพื้นที่การฟังให้ภรรยากับลูก และทำบ้านให้สำเร็จ เพลาๆเรื่องเที่ยวลงนิดนึง เนื่องจากใช้เงินเยอะ 555 อีกเรื่องที่จะทำก็คือพาลูกไปเที่ยวเดือนละครั้ง ลูกชอบ ทะเล ชอบสวนสัตว์ อ่ะนะ ก็ไปแถวๆนี้สลับกับขึ้นเหนือแหละ 
     ตั้งใจจะพาลูกกับภรรยาไปงานวิ่งบ้างแล้วแหละ ต้นปีก็เล็ง เขาเขียว 10 ไว้ ส่วนปลายปีก็จะพาไป บางแสน 21 ... อยากให้ทุกคนสุขภาพดีน่ะ

     ญี่ปุ่นของภรรยายัง on process อยู่ เก็บตังค์ไว้ก่อน ขอจัดการเรื่องบ้านกับให้ลูกโตอีกนิดนึง


3. การงาน

3.1 งานประจำ 
     หากปีนี้มีสอบเลื่อนตำแหน่งอีกที ก็ตั้งเป้าเอาที่ 1 โลด Process หลักๆมันคือการสะสมความรู้ ก็ set agreement กับตัวเองแล้วก็อ่านตามหัวข้อความรู้ที่เค้าจะทดสอบเรา แค่นั้นเอง

3.2 เทรด
- Port Family Fund สร้าง Excess Cash Flow 24% / เริ่มระบบ Leverage บนกำไร
- Port Forex สร้าง Excess Cash Flow 36% / แบ่งกำไรไป Scalp , ย้ายจาก XM ไป Oanda , ลุย Psy
- Port Bitmex ถอนทุนออกแล้วทิ้งกำไรไว้ใน Port เทรดสะสมให้ได้ 1 BTC
- Port Mudley Corner เป็น Port ที่ได้โอกาสจากพี่เจ และเราเห็นคุณค่าของ Port นี้มากๆ ตั้งใจจะเก็บกำไรให้ได้ 1 BTC
- Port Guild Support ทีมให้สุด Monitors และเก็บ Volatility ให้ได้ 100,000 Credit
- Port Soldier Support & เป็น Partner ให้กับหมอโตโต้ พาทีมไปชิงทรัพยากร Port Bitcoin
* ทำกราฟไว้ Tracking ระหว่าง What's so กับ เป้าหมาย Review ตัวเองทุกวีค 


3.3 ธุรกิจ
     จากปีที่ผ่านมารู้สึกว่าตัวเองชอบแชร์ความรู้เรื่อง personal finance , การลงทุน , การเทรด มาก ปีนี้ตั้งใจจะทำให้เป็นธุรกิจละ ตั้งเป้าไว้ 2 อย่าง คือ e-book กับ สัมมนา ให้เวลาตัวเองทำเนื้อหาไม่เกินครึ่งปีแรก มันจะเกิดขึ้น!


4. การเงิน
     สร้างพันธะสัญญาไว้กับคุณภรรยาไว้ 2 ข้อในเรื่องการเงิน ทำข้อ 3 ให้สำเร็จเด๋วมันตามมาเอง ลุยโลดดด!


5. การพัฒนาตนเอง
5.1 Communication Course เรียนช่วง ก.พ.
5.2 IL อันนี้เทรน 2 ปี ยาวไปๆ
5.3 Option พอร์ตมีอยู่แล้วเหลือแค่ Generate Cash Flow มาฝากเข้าไป 555
5.4 ทำการบ้าน Macro 12 ประเทศ (เดือนละ 1 ประเทศ)
5.5 ทำการบ้าน + Valuation หุ้น 52 ตัว (สัปดาห์ละ 1 ตัว)
5.6 ไปเรียนทำขนม (อยากต่อยอดธุรกิจของภรรยา)


6. การแบ่งปัน
     เทรน IL ก็ได้แบ่งปัน ได้สร้างความแตกต่างโดยอัตโนมัติอยู่ละ การเดินทางไปมาก็ใช้ทุนส่วนตัว อันนี้ก็ถือเป็นการแบ่งปันหลักของปีนี้ไปเลย

     อีกความตั้งใจนึงก็อยากแชร์ความรู้เรื่องการเทรดแบบฟรีๆ อารมณ์มานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟ เพราะเห็นที่ชลบุรีมีคนเทรดเยอะเหมือนกัน หากว่าพาลูกไปวิ่งเล่นที่ร้านกาแฟก็จะนัดเทรดเดอร์มานั่งคุยกันชิลๆ พก white board เล็กๆไปสักอันไรงี้



มาเล่นเกมชีวิตให้ชนะกันนะครับ ขอสวัสดีปีใหม่ด้วยภาพ 4 เสาหลักแห่งการชนะเกมครับ


Wednesday, October 31, 2018

0806 : แชร์ริ่งหลังงาน ลงทุนง่ายๆ Style มนุษย์เงินเดือน


     วันนี้ได้รับโอกาสให้ไปร่วมงานเสวนาของ Bank ครับ หัวข้อ "ลงทุนง่ายๆ Style มนุษย์เงินเดือน" โจทย์คือ ให้แชร์ประสบการณ์วางแผนการเงิน การลงทุน เพื่อเกษียณ และเวลาสั้นไปหน่อยเลยไม่ได้ลงลึก พองานเสวนาเสร็จ เลยตั้งใจว่าจะมาเขียนต่อใน Blog ก็ลุยเลยแล้วกัน

     จุดเริ่มต้น คือ ตอนแรกทำงานอยู่ BBL ก็อ่านหนังสือพวก How to การเงินบ้างแหละ จำได้ว่าน่าจะเล่มที่ชื่อ เก็บเงินสิบล้านคุณก็ทำได้ อะไรประมาณนี้แหละ หน้าปกเขียวๆ

     พอทำแบงค์ก็เริ่มฝากประจำไง ง่ายสุด ฝากประจำ 24 เดือนบ้าง จากนั้นก็แบงค์ให้ขายกองทุน ก็หัดขายพวกกอง Money Market Fund + เพื่อนที่อยู่ KBANK ก็มาชวน เลยเอาตังค์ตัวเองลงไปดู ก็เลยเข้าใจมันมากขึ้น ( Learning by doing สัสๆ 555 )

     ทีนี้พอเริ่มรู้ว่า อ๋อ กอง Money Market มันให้ผลตอบแทนประมาณนี้ สภาพคล่อง T+1 ก็เลยเริ่มขยับไปหาอะไรอย่างอื่นลงทุนบ้าง

     ตอนนั้นก็เล็งซื้อหุ้นกู้ไว้ แต่ lot นึงมันต้อง 100,000 ไง เด็กจบใหม่ ตังค์ไม่ค่อยมีจ้า เลยโทรหาเพื่อนสมัยมัธยม (มีเพื่อนเยอะๆมันก็ดีแบบนี้นี่เอง) บอกมันว่าอยากลงทุนหุ้นกินปันผล ทำยังไงดี ... ก็เปิดพอร์ตสิ เลือกตัวเอา อ่านงบ อ่าน Ratio อะไรพอเป็นไหม ... เราก็บอก พอได้บ้าง นิโหน่ย ก็เลยลุยหลังจากนั้น

     ที่กล่าวไปคือช่วงที่ การวางแผนการเงินของเรายังสะเปะสะปะอยู่

     หลังๆได้อ่านหนังสือ + ดูคลิป ของพี่หนุ่ม Money Coach ก็เข้าใจมากขึ้น ว่ามันต้องเป็น Steps ไปนะ พื้นฐานต้องแน่นก่อน ไม่งั้นจะสร้าง Wealth ลำบาก

     ผมชอบคลิปสัมมนา Total Money Makeover กับ คลิปของมูลนิธิคนไทยฉลาดการเงิน มากๆ คิดว่ามันครบเครื่องดี


     สิ่งที่เอามาลงมือทำก็คือ
1. พอร์ตเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ก็เก็บเงินไว้ในพวก Money Market , Fixed Income Fund 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน (ทยอยเก็บไปจนกว่าจะครบ หากค่าใช้จ่ายเพิ่มก็ปรับเพิ่มตามสัดส่วน)
2. พอร์ตป้องกันความเสี่ยง ซื้อพวกประกันไว้ดูแลคนที่เรารัก ให้มีมูลค่าความคุ้มครองสัก 24 - 60 เท่าของ ค่าใช้จ่ายรายเดือน ... ที่มาของเงินออมตรงนี้จะมาจากโบนัส
3. พอร์ตเกษียณรวย เป้าหมายคือ เมื่อ อายุ 60 ต้องมีพอร์ตที่ดูแลชีวิตเราและครอบครัวได้ ตรงนี้จะใช้ออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , LTF , RMF และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์ เน้นออมแบบอัตโนมัติ หักออมเมื่อเงินเดือนออก รวมๆแล้วเดือนๆนึงก็น่าจะออมราวๆ 30% ของรายได้ ... คำนวณดูแล้วน่าจะจบอายุ 60 ที่ 18 ลบ. + ของภรรยาอีก 12 - 18 ลบ.
4. พอร์ตเกษียณเร็ว อันนี้ทำควบคู่ไป ใช้แนวทางการเทรด + การลงทุน แบบ Close System ของ MudleyGroup Style หลักๆก็ ดูพื้นฐาน วาง Money Management แล้วก็มีระบบปรับต้นทุนโดยคุม Risk Paramater นั่นแหละ ... Product ที่เข้าเก็บก็มีตั้งแต่ หุ้น ทองคำ ค่าเงิน รวมถึง Bitcoin ด้วย
5. พอร์คเพื่อสังคม ... ตอนนี้ยังไม่ได้ทำ แต่ใช้แรงกายและทุนทรัพย์ส่วนตัว เพื่อสร้างความแตกต่างให้สังคม และชีวิตผู้คนอยู่


     ฝากไว้สุดท้าย
1. ลงทุนในการดูแลสุขภาพก่อน ให้สุขภาพแข็งแรง ตังค์จะได้ไม่ไหลไปที่หุ้นโรงบาล
2. ลงทุนในตัวเอง สร้าง Mindset ที่ Work กับตัวเอง
3. ลงทุนในความรู้
4. สร้างเป้าหมายขึ้นมา เริ่มตั้งแต่วันนี้
5. ลงมือทำ โดยโยนข้ออ้างทุกอย่างที่มันจะทำให้เราไม่ได้ทำทิ้งไป

Sunday, July 2, 2017

0601 : การสร้าง Mental ที่ดีเมื่ออยู่ในตลาด


การสร้าง Mental ที่ดีเมื่ออยู่ในตลาด


หลายปีที่ผ่านมา ผมเรียนรู้ที่จะสร้าง Mental ที่ดีให้กับชีวิต ไม่เฉพาะอยู่ในตลาด แต่มันรวมถึงชีวิตด้านอื่นๆด้วย

"Mental ดี" ในที่นี้คืออะไร ผมนิยามมันว่า ความไหลลื่น (Flow) มีความสุขสงบในจิตใจ ไม่มากไปไม่น้อยไป ซึ่งเราก็ต้องรู้จักตัวเองด้วยว่า คำว่า ดี ของแต่ละคนคืออะไร


ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมจึงเดินมาในทางสายนี้ได้ (วะ) ... แรกเริ่มนั้น ผมอาจจะอยากมีความสุขมั๊ง ก็เลยให้ความสำคัญกับจิตใจ หากจะอยู่ในตลาด จะเทรด จะลงทุนก็ต้องมีความสุขใน "ระหว่างทาง" ที่เดินไปด้วย ไม่งั้นผมมองว่ามันไม่คุ้ม ถ้าการเดินทางสายนี้มันต้องเครียด ต้องอยู่ในความหม่นหมอง พร้อมจะ Join the Dark Side ตลอดเวลา

เออ แล้วทีนี้ Mental ที่ดีมันเกิดจากอะไรว้าา ... เออ นั่นสิ

ปัญหาส่วนใหญ่ของเราที่ Mental เสียมันเกิดจาก ความโลภ และ ความกลัว ทำให้เราไม่สามารถทำตามแผนตามวินัยได้

แต่เราคงไม่สามารถขจัดความโลภความกลัวออกจากตัวเราได้ แต่เราอยู่กับมัน รู้ทันมันได้ การเรียนรู้นี่แหละเป็นสิ่งสำคัญ


1) การจดบันทึก
แรกสุดเลย ตอนที่เข้าไป On the Job Training โค้ชก็จะให้เขียนไดอารี่ เจออะไรมาก็เขียน คิดอะไรอยู่ก็เขียน เขียนได้ทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเรื่องเทรด หรือตีเทรดไลน์ โกรธ โมโหใครมา ดีใจเรื่องอะไร ก็เขียนได้ ... เขียนบ่อยเข้าๆ บางคนก็เลิกเขียน บางคนก็ลดความถี่ในการเขียน จนกลายเป็นไม่เขียน ... ผมนี่ก็คนนึงล่ะ แต่สุดท้ายเราก็กลับมาเขียนนะ

การเขียนไดอารี่ ช่วยให้เรารู้ทันความคิด จิตใจเรามากขึ้น พอตระหนักรู้ก็หาสาเหตุได้ ปัญหาเกิดจากอะไร ... แก้เสีย

มันช่วยให้เราตระหนักรู้ว่า เราคิดอะไร เราทำอะไรลงไป ทำไมเราถึงเข้าเทรดแบบนั้น ...
Ex. ตอนเข้าเทรดเราอาจจะคิดว่า เชี้ย! กราฟไปแล้วหว่ะ เราต้องตาม ไม่งั้นตกรถ อดได้ตังค์แน่เลย! พอสักพัก กราฟมันร่วงลงมา ติดดอย! เกิดความเจ็บปวดขึ้น ... ถ้าเราไม่บันทึกอารมณ์นั้นไว้ คราวต่อไป เราก็จะวิ่งขึ้นแบบกลัวตกรถอีกที แต่ถ้าเราจดจำอารมณ์ได้ ก็จะตะหงิดๆว่ามันแปลกๆ ฟีลลิ่งเหมือนคราวที่แล้วเลย

มันจะเกิด Gut ขึ้นมา (สำหรับผมมันจะคล้ายๆกับการฟลุ๊ค) เออ ตรูรอดมาได้เพราะฟีลลิ่งมันบอก

การจดบันทึกมันช่วย Mental ยังไง มันช่วยให้เราไม่รีบเร่ง เฮโลไปกับกระแสความโลภและความกลัว โลภนักมักกด Buy กลัวนักมัน Hedge Sell ถ้า Mental เราไม่โลภมากเกินลิมิตไปนัก ไม่กลัวจนขี้หดตดหาย ก็จะเทรดตามความเป็นจริงได้ดีขึ้น

ที่สำคัญมันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น...


2) ความพร้อมของด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ , การจัดการเวลา , สภาพแวดล้อม , พื้นฐานการเงินส่วนบุคคล

- สุขภาพ ... ถ้าสุขภาพไม่พร้อม Focus จะทำได้ลำบากมาก เช่น ป่วยอยู่ จะมาเทรดก็คงไม่มีสมาธิเท่าไหร่ เพราะงั้น รักษาสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ อันนี้ดีต่อทุกอาชีพเลยด้วย
- การจัดการเวลา ... เวลาที่เหมาะต่อการเทรด เวลาที่มันไม่โดนสิ่งรบกวน ซึ่งจะทำให้เราเกิดความสงบในจิตใจ (ถ้าไม่ค่อยว่างก็ต้องหากลยุทธ์ที่สอดคล้องกับตารางเวลาของชีวิตเรา Mental มันจึงจะไปกันได้)
- สภาพแวดล้อม อย่างเช่น คนรอบตัว , สถานที่ , Platform ที่ใช้เทรด ... อย่างผมเวลาไปสัมมนาต่างจังหวัด จะไม่ค่อยได้เทรดเท่าไหร่ อยู่โรงแรม ไฟสลัวๆ ไม่ค่อยเหมาะกับการเทรดเลย , วันดีคืนดี streaming เจ๊ง มาใช้โปรแกรมเทรดของโบรคฯ อ่า ไม่ถนัดมือเลย ก็เทรดน้อยลงอีก ฮ่าๆ (อันนี้ก็ข้อเสียนะ จริงๆก็ก้าวข้ามมันได้ง่ายๆแหละ)
- พื้นฐานการเงินส่วนบุคคล ... ข้อนี้ หลายคนมองข้ามไป จริงๆแล้วมันเป็น Base พื้นฐานที่ช่วยให้ Mental เราดีเลยก็ว่าได้นะ เช่น ถ้าเรามีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน สำหรับใช้จ่ายได้ 6 เดือน เราคงไม่ต้องร้อนรนรีบทำกำไรอะไรมากมายเท่าไหร่ เรารู้นิว่าเรามีกินมีใช้สบายๆ อย่างพี่ๆเทรดเดอร์หลายๆคนเค้าก็สำรองไว้ถึง 24 เดือน (24x ของค่าใช้จ่ายรายเดือน) ซึ่งฐานตรงนี้แน่นมาก ก็ช่วยตัดเหตุผลที่เราจะ Join the Dark Side ออกไปได้ข้อนึงแล้ว ... หรือ มีพอร์ต Investment เพื่อเกษียณ วางแผนไว้หมด ก็ช่วยให้เราอยู่ใน Process ได้ดีขึ้นเหมือนกัน ไม่ต้องวิ่งหา Big Shot อย่างบ้าคลั่งเพื่อทำเงินก้อนโตๆในเวลาสั้นๆ เป็นต้นครับ


3) การย้อนกลับมา Review ตัวเอง
Mental เรามันก็แกว่งได้ กลับมา Review ตัวเองบ้าง คุยกับตัวเองว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น แล้วมันเกิดจากอะไร เคลียร์กับตัวเองเพื่อที่จะได้ไปต่อ ซึ่งบางทีมันก็ทำให้เรารู้จักตัวเองเพิ่มมากขึ้นด้วย


เมื่อเราสร้าง Process ดีๆให้กับชีวิตและจิตใจ Mental เราก็จะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆนั่นแหละครับ Focus on Process เด้อ ^ ^

 

บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์อันน้อยนิดของผมเองนะครับ อาจจะไม่ตรงกับวิชาการใดๆ ถ้าผิดไปช่วยชี้แนะและโปรดให้อถัยด้วยนะครับ

Sunday, June 25, 2017

0593 : การตั้งเป้าหมายเมื่ออยู่ในตลาด


การตั้งเป้าหมายเมื่ออยู่ในตลาด

เวลาจะทำอะไรก็ตาม เรามักจะมีเป้าหมายเสมอ ออกเดินทางจะไปปากซอย หรือไปต่างประเทศ ก็กำหนดจุดหมายเอาไว้ ยกเว้นบางคน บางฟีลลิ่งอาจจะขับรถวนไป (มีเรื่องให้คิด) เดินตากฝนไปเรื่อยๆ (คนอกหัก) อันนั้นก็อีกเรื่องนึง

สำหรับบางคนก็ไม่มีเป้าหมาย หรือจริงๆก็มีแหละ แต่ไม่ได้กำหนดชัดเจน เช่น บางคนทำงานเช้าชามเย็นชาม ให้มันครบๆเดือนไป จะได้เงินเดือนไปเลี้ยงครอบครัว (นี่ก็เป้าหมายเหมือนกันป่ะ)

บางคนก็ตั้งใจเลยว่า ต้องไต่ระดับไปให้ถึง CEO นั่นก็เป้าหมายเช่นกัน
 

ทีนี้ในเรื่องการเทรด เราต้องตั้งเป้าหมายยังไงวะ...
มันก็มีหลายแบบมั๊ง...

จะตั้งแต่ Return Base ก็ได้ เช่น
ถ้าคุณทำกำไรได้วันละ 5% ด้วยเงินทุน $100 พอร์ตของคุณจะเติบโตแบบนี้
วันที่ 1 = $105
วันที่ 2 = $110.25
วันที่ 3 = $115.76
... บลา บลา บลา
ทำกำไรวันละ 5% แบบนี้ จนถึงวันที่ 30 คุณจะมีพอร์ต $432.19
เหยดด! เดือนเดียวพอร์ตโต 3 เท่า


หรืออีกแบบนึง จะตั้งแบบ Process Base
เออ กูจะเทรดอย่างมีวินัย เข้าออกตามแผนที่วางไว้
ถ้าทำได้ก็นับไป 1 ครั้ง
ถ้าทำไม่ได้ ก็จะมีการทำโทษโดยการอดกินขนม อดเทรด อด... เป็นเวลาเท่าไหร่ก็ว่ากันไป
โดยที่เราจะวัดผลจากการที่เราทำกระบวนการมันได้ตามแผน
วางแผน - เริ่มทำ - ระหว่างที่ทำ - ทำสำเร็จ/ไม่สำเร็จ ก็จดบันทึกเอาไว้
ตั้งเป้าหมายว่าจะทำให้ได้ต่อเนื่องกี่ครั้ง...

อย่าลืมติดตามว่า เมื่อเราทำตามเป้าหมายด้าน process แล้ว มีอะไรในตัวเราที่เปลี่ยนไปบ้าง ตรงนี้ก็อาศัยการสำรวจตัวเอง การรู้จักตัวเองของเรา


แต่ในมุมมองเราคือ เราควรตั้งเป้าทั้ง 2 แบบควบคู่กันไป
เช่น ตั้งเป้า Process Base ว่าจะเทรดตามแผนตามวินัย อย่างไร รวมถึงตั้งเป้าผลตอบแทนในเกณฑ์ที่รับได้ด้วย พอร์ตหุ้นอาจจะตั้งเป้าผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า Index เพื่อ Track เป้าหมายของเรา (ก็เราไม่ได้เทรดเอามันส์นะ เราเทรดเอาตังค์ + ต้องพัฒนาตนเองไปด้วย)


เคยคุยกับพี่สหายท่านหนึ่ง เรื่องเป้าหมายการเทรดนี่แหละ ตอนนั้นพี่เค้าเปิดประเด็นมาก่อน ว่าควรมีไหม ? ... เราก็ตอบไปเลยว่า ไอ่ตารางที่เค้า Post กันว่า หากทำได้วันละกี่ % พอร์ตจะโตเป็นเท่าไหร่ มันใช้ไม่ได้หรอก ... ตอนนั้นพี่เค้าก็แนะนำว่า ถ้าไม่มีเป้าหมายไว้คอยเทียบ เราก็ไม่รู้จะปรับปรุงตัวเองได้อย่างไร

... พอเวลาผ่าน ช่วงปีที่แล้ว ผมกลับมา Review เป้าหมายทางการเงินของตัวเองอีกครั้ง (คราวนี้ใส่ใจและตั้งใจมากขึ้น) เราก็พบว่า เออ... เป้าหมายแม่งสำคัญจริงๆหว่ะ พอเราตั้งเป้าไม่ดี ไม่ใส่ใจมัน ก็ไม่ได้ทำตามเป้าหมาย (Process ไม่มี) เรื่องของผลตอบแทน การเติบโตของพอร์ตเพื่อเกษียณรวยก็ไม่ต้องพูดถึงเลย (ไม่ค่อยเติบโตเท่าไหร่ Return ไม่มา)

ปัจจุบันก็ Track ทั้ง Process ทั้ง Return เลย
แต่ละเดือน ต้องใส่เงินเข้าไปในกองทุน , พอร์ตหุ้น , พอร์ตตราสารหนี้ เท่าไหร่ (Process)
ส่วนเรื่องของ Return ก็มา Track ดูว่าการลงทุนที่เราเลือก กองทุนนั่นนี่ มันให้ผลตอบแทนในระดับที่เรายอมรับได้อยู่หรือไม่ (มันจะพาเราไปถึงเป้าหมายตามที่คำนวณพอร์ต ณ วันเกษียณเอาไว้รึเปล่า)


ซึ่งเรามองว่า การเทรดมันก็คล้ายๆกันเลย ควรจะมีทั้ง process ทั้ง return เป็นเป้าหมายเอาไว้ Track การเติบโตของเราไปควบคู่กัน...

Thursday, June 22, 2017

0589 : My Grid Trading


วันนี้คุยกับกลุ่มเพื่อนๆที่สอบ MW ใน Messenger เรื่องการเทรดหุ้น อธิบายไม่ค่อยละเอียดเท่าไหร่ เลยขอเอามาเรียบเรียงไว้ตรงนี้อีกที

หลักๆเราเทรด Grid แหละ คือตอนแรกพยายามจะเทรดตาม TA แต่วิถีชีวิตแม่มไม่ได้หว่ะ ไหนจะทำงาน ไหนจะดูแลลูก ช่วยภรรยาทำงานบ้าน เลยปรับการเทรดให้มันเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิต เน้นแบบ set ระบบ และประหยัดเวลาในการดูแล (ปัจจุบันยังไม่ได้ใช้บอทอะไรกะเค้าหรอก เพราะพอร์ตนู๋เล็กอยู่ ถ้าไซส์ถึงคงเดินเข้าไปหาโบรคที่มีบริการแหละ ตอนนี้เลยเอาแบบนี้ไปก่อน)

พอเวลาเราน้อย งานเราจะมาอยู่ที่การเลือกหุ้นและติดตามพื้นฐานของหุ้นในพอร์ตและ Watch list คือ monitors ธุรกิจกะผลประกอบการมันอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆ ส่วนแต่ละวันก็วางเบ็ดเก็บเกี่ยว Cash Flow เข้าพอร์ตกันไป


Step มันจะเป็นแบบนี้
1. เลือกหุ้น ตัวที่อยากเป็นเจ้าของ บ้างก็เพราะเป็นบริษัทที่ชอบ หรือบางตัวก็ปันผลหนักดี ตรงนี้ไม่ตายตัว แต่ตัวที่เลือกเข้า Watch list จะต้องเป็นบริษัทที่มีกำไร มีปันผล เพราะเป้าหมายเราคือสะสมหุ้นเเพื่อเงินปันผลทบต้น

เมื่อก่อนก็เล่นหุ้นปั่น หุ้นที่หวังว่าจะ Turn around แต่เรา "รู้ไม่จริง" ไง (ยืมคำเสี่ยยักษ์มาหน่อย) มันก็เจ็บตัวบ้างอะไรบ้าง จังๆก็ EFLOOR นิไง 555 เราก็อาศัยการดึง Cash Flow ตัวอื่นมาโป๊ะคัทออกจากพอร์ตไปก็รอดมาได้แบบไม่เจ็บตัว แต่ก็เจ็บใจ ฝังใจ ได้บทเรียนมากน่ะ

2. พอเรามี Watch list แล้วก็จับมันมา Valuation เราก็เลือกวิธีแบบ อ.กวีฯ (ที่ใน youtube มี 19 คลิปน่ะ) บ้าง บางทีก็ใช้ DDM ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ expert หรอกก็ค่อยๆพัฒนาไปเรื่อยๆ ... พอเรา Valuation มันได้เราก็จะรู้ range ราคาว่าตรงไหนถูก ตรงไหนแพง

3. พอรู้ราคา งานหลักคือ รอ... ราคาไม่ลงก็ไปดูตัวอื่น เอาเวลาไปศึกษาหุ้น ฟัง opp day บ้าง (เป็นวิธีที่จะเข้าใจธุรกิจได้เร็วดีนะ ฟังตอนอาบน้ำ นั่งขี้ก็ได้ 555) แต่หุ้นใน Watch list เราสอยเข้าพอร์ตตัวละ 100 หุ้น (R2D2) เอาไว้ใช้เป็น P/L indicator ไปเลย ตัวเลขกำไรขาดทุนของไอ่พวก 100 หุ้นพวกนี้มันจะเป็นตัว alert เตือนเรา ตัวไหนแดงมากๆ ลบเยอะๆแสดงว่าทัพหลวงเราใกล้จะได้เวลาบุก ก็มาเช็คว่ามันลงมาถึงราคา Discount ที่เราตั้งใจจะเข้าแล้วหรือยัง

4. ถ้าลงมาก็ทยอยเก็บ ค่อยๆเก็บ จนกว่าจะครบจำนวนหุ้นที่ตั้งใจจะวาง model ไว้ เช่น 10,000 หุ้น , 100,000 หุ้น

5. เมื่อเก็บครบจำนวนที่ต้องการแล้ว... ก็จะเข้าสู่การ trading เก็บ CF และเพิ่มจำนวนหุ้น

6. CF ที่ได้มาจะแบ่งเป็น...
6.1 25% Re-invest ในหุ้นตัวเดิม (แล้วแต่ Range ราคาว่าอยู่ในราคา Discount ที่เราจะเข้าเก็บหรือเปล่า)
6.2 25% ขยายไปเก็บหุ้นตัวใหม่
6.3 25% เก็บเงินสดให้มันได้เท่ากับเงินตั้งต้น (ดึงทุนคืน) ... หรืออาจจะแบ่งไปทำพอร์ตใหม่ , Betting
6.4 25% ค่าบริหารพอร์ต เป็นค่าแรงให้ตัวเอง

7. เทรดไปเรื่อยๆนั่นแหละ จุดสำคัญคือ ซื้อให้ถูกกว่าขาย (Lock Risk Parameter)

8. ถ้าจะซื้อแพงขึ้น ให้ไปซื้อในส่วนของเงิน Buffer ที่แบ่งมาจาก CF



Post เดิมๆที่เคยเขียนไว้
0542 : วิธีเทรดของนู๋
0579 : เทรดเหมือนทำธุรกิจ

Tuesday, June 13, 2017

0579 : เทรดเหมือนทำธุรกิจ


เคยเขียนเรื่องนี้เมื่อนานมาแล้ว ขอกลับมาเขียนถึงอีกที
 

... เราควรแยกบัญชีเทรดออกจากเงินส่วนตัวของเรา


ผมมีมุมมองว่า Portfolio หนึ่ง เราควรมองมันเป็นเหมือนหน่วยธุรกิจนึง ที่มีรายได้ - ต้นทุน - กำไร และเราก็เป็นเหมือนพนักงานที่ทำงานในหน่วยธุรกิจนั้น เพราะฉะนั้น เราควรคิดค่าตอบแทนให้ตัวเราเองด้วย จริงๆถ้าจะให้ละเอียดก็คิดมันแม่มให้หมด ค่าไฟ ค่าเสื่อมคอมฯที่ใช้เทรด อะไรงี้


บางคนเงินในพอร์ตกับเงินใช้จ่ายในชีวิตปะปนกันไปหมด มีรายได้มาก็เอาใส่เข้าในพอร์ต อยากได้อะไรก็ขายหุ้น ขาย Asset ไปซื้อ ซึ่งหากมองในแง่ของการทำมาหากินแล้ว ก็เหมือนเราเอาทุนออกจากระบบไปใช้จ่าย

จริงๆก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก เพียงแต่หากเป็นคนที่อยู่ในระหว่าง Build Port มันก็จะไม่ไปไหนสักที ซึ่งหากจะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นแล้ว เราควรแบ่งสัดส่วนของมันมากกว่า ว่าอะไรเป็นส่วนทุน อะไรเป็นส่วนของกำไร เช่น excess cash flow , เงินปันผล หรือ ดอกเบี้ยต่างๆ


หากเราพูดถึงกำไร มันก็จะ link มายังเรื่องของ excess cash flow ซึ่งหากเรายึดครอง asset มันก็จะเกิดจากการที่เรา ซื้อ asset แล้วขายออก จากนั้นก็ซื้อคืนกลับเข้าพอร์ต ณ ราคาที่ต่ำกว่าขายออก จึงจะครบลูปที่เราจะนับเป็น excess cash flow ได้ ... ซึ่งไอ่ตอนรับคืนดอกสุดท้ายนี้แหละ เราก็จะนับ Risk Parameter เพื่อใช้ในการแสวงหา excess cash flow ในจังหวะต่อๆไป


ลูปของธุรกิจมันจะเป็นแบบนี้
1. ซื้อเข้าพอร์ต ลงทุนครั้งแรก 1,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท = 10,000 บาท
2. ขายออก 1,000 หุ้น ราคาหุ้นละ 12 บาท = 12,000 บาท
3. ณ จุดนี้จะยังไม่ถือว่าได้กำไร แต่ต้องรอให้ซื้อหุ้นกลับคืนเข้าพอร์ตในราคาที่ต่ำกว่า 12 บาทก่อน จึงจะถือว่ามีกำไรจาก excess cash flow
4. หากเรากลับมาซื้อหุ้นคืนที่ราคา 10 บาทได้ จำนวน 1,000 หุ้น ใช้เงินซื้อคืนไป = 10,000 บาท
5. เราจะมีกำไรจริงๆ (excess cash flow) = 2,000 บาท


... 2,000 บาทนี้ คือกำไรของธุรกิจ มันก็จะเข้าสู่การจัดการต่อไป (cash flow management) เช่น
1. จ่ายเป็นค่าบริหาร 25% (ตามที่บอกข้างบนว่าเราควรคิดค่าแรงให้ตัวเราเองด้วย ไม่เอาไปใช้ก็เอาไป Re-Invest เป็นเงินทุนต่อไป)
2. Re-Invest ในพอร์ตเดิม 25%
3. เก็บไว้เป็น Cash Reserve , Buffer เผื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (Black Swan) หรือ สำรองไว้เป็นค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ที่ใช้เทรดก็ได้ วันดีคืนดี คอมฯพัง ก็มาเบิกเงินตรงนี้ไปซื้อเครื่องใหม่ (อาจจะผ่อน 0% 10 เดือนแล้วใช้เงินตรงนี้ทยอยชำระก็ได้นะ สบายไปอีกต่อ ได้ดอกเบี้ยจากการ Reserve ด้วย)
4. อีก 25% เอาไว้ Bet ,สร้าง Port ใหม่ หรือซื้อ option protect port


อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้นนะครับ แต่จริงๆแล้วแต่เราออกแบบเลย เอาให้เหมาะกับจริตของเรา อย่างผมก็แบ่งเป็น Re-Invest 50% , Reserve 25% , Cash Out เป็นค่าบริหาร 25% ไม่ได้แบ่งไป Bet หรือขยายพอร์ตใหม่ เนื่องจากพอร์ตเดิมยังไม่เต็ม capacity อิอิ


จะเห็นได้ว่าพอร์ตเรา (หน่วยธุรกิจ) นั้นมีทั้ง รายได้ - ต้นทุน - กำไร เหมือนกับบริษัทต่างๆเลย พอได้กำไรมาก็เอาไปลงทุนต่อหรือจะปันผลออกมาก็แล้วแต่การจัดการ ... เพราะงั้น เราก็คือเจ้าของบริษัท บริหารมันอย่างใส่ใจนะครัซ ^ ^

Sunday, June 11, 2017

0576 : Leverage


Leverage

แรกเริ่มเดิมที เวลาเทรดพวก Future , Spot ต่างๆ เรามักจะติดกับเรื่องของ Leverage ที่โบรคฯให้เราใช้ เช่น 1 ต่อ 200 (1:200) , 1 ต่อ 500 (1:500) , 1 ต่อ 888 หรือ 1 ต่อ 2,000 ก็ยังมี

Leverage ที่โบรคให้เราไว้ใช้ มันคือดาบ 2 คม มันทำให้เราเทรดได้ โดยใช้เงินน้อย วางเงินนิดๆหน่อยก็เปิด order ได้แล้ว แต่อีกด้านมันคือหากราคาเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย มันก็ทำให้เราล้างพอร์ตหรือโดน Force Sell ได้เหมือนกัน

และเมื่อเราล้างพอร์ต เงินเล็กๆน้อยๆที่เราใช้วาง order ก็จะไหลเข้าสู่กระเป๋าของโบรคฯ เมื่อมีคนล้างพอร์ตหลายๆคนเรา รายได้ของโบรคฯก็เป็นกอบเป็นกำ เค้าจึงไม่กลัวที่จะให้เราใช้ Leverage สูงๆในบัญชีประเภทที่ใช้เงินไม่มากนักในการเปิด (บัญชีใหญ่ๆเค้าก็จะลด Leverage เราลง)



ทีนี้มาดู Leverage ในมุมมองของคนเทรดดูบ้าง (Trader นั่นแหละ) เราควรจะมีการคำนวณและเลือกใช้ Leverage ด้วยตัวเราเอง

การคิดก็เริ่มจากง่ายๆคือ ไอ่สิ่งที่เราเทรดอยู่ (ไม่ว่าจะเป็น Gold , XAUUSD , EURUSD , USDJPY บลาๆๆ) มันมีมูลค่าสัญญาเท่าไหร่ ...

ถ้าภาษาบ้านๆของผมก็คือ ไอ่ Product พวกนี้เนี่ย หากเรา Buy มัน 0.01 lot แล้วราคามันลงแบบวัวตายควายล้มไปเหลือ 0 (ศูนย์) มันจะติดลบเท่าไหร่ (วิธีที่ง่ายที่สุด หากคำนวนไม่เป็นก็คือ ลองยิงใน Demo ก็ได้แล้วดูว่ามันเคลื่อนไหว 1 จุด เงินเราบวกลบเท่าไหร่)

เช่น ... Buy 0.01 lot @ 1200 หากราคาทองลงไปเหลือ 0 = เราจะขาดทุน $1,200
เพราะฉะนั้น มูลค่าสัญญา 0.01 lot = $1,200 อันนี้คือกรณีเราไม่ใช้ Leverage เราจะต้องวางเงิน $1,200 ในการเปิด order ทอง @1200 จำนวน 0.01 lot ... มันคือ Leverage 1:1 นั่นเอง

หากเราอยากจะใช้ Leverage ในทอง สมมติจะใช้ Leverage 1:2 เราจะต้องวางเงิน $600 ต่อ การ Buy ทอง @ 1200 จำนวน 0.01 lot (1,200 / 2 = 600)

แล้วถ้าเป็น Leverage 1:3 เราก็จะวางเงิน $400 ต่อการ Buy ทอง @ 1200 จำนวน 0.01 lot (1,200 / 3 = 400)

Leverage 1:10 เราจะใช้เงิน $120 ต่อการ Buy ทอง @ 1200 จำนวน 0.01 lot เป็นต้น


ส่วนจะใช้ Leverage เท่าไหร่ ก็อยู่ที่ความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ะคน
บางคนเทรด Close System ก็ใช้ Leverage 1:1
พอมีกำไรก็เอากำไรมาเทรดโดยใช้ Leverage 1:2 , 1:3
มีกำไรต่อยอดก็เอามาใช้ Scalping วางเงิน 1:10 , 1:20 ก็เป็นได้เหมือนกัน



อย่าลืมว่าทุกอย่างมันคือทางเลือกของเรา

ขอจบด้วยคำกล่าวที่ว่า...
Entry is a choice.
Position size is a choice.
Discipline is a choice.
Trader choose wisely.

Leverage is a choice. เช่นกันนะครับ อิอิ

Friday, June 9, 2017

0571 : ส่วนหนึ่งของชีวิต


ตอนเล่นหุ้นใหม่ๆ พยายามให้การลงทุน การเทรด อยู่ในทุกส่วนของชีวิต
จะทำอะไรก็เอาชีวิตไปขลุกอยู่กับมัน

อยู่ในตลาดมาได้สักพัก จึงได้รู้ว่า มันไม่ใช่ทุกอย่างหรอก

ชีวิตเรามีมุมอื่นๆด้วย ไปเที่ยวบ้าง ออกกำลังกายบ้าง อยู่กับคนที่เรารัก หรือไร้สาระบ้างก็ได้
ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องเงินทอง ผลกำไรตลอดทุกช่วงเวลาหรอก


นั่นแหละ มันก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิตเอง เป็นติ่งเล็กๆด้วยซ้ำ
(แล้วแต่เป้าหมายชีวิตของแต่ละคนด้วยนะ บางคนอาจจะ Live to Trade ก็ได้)


สิ่งที่สำคัญกว่ามันยังมีเรื่องของ mind set ทางการที่ดี , การวางแผนและการบริหารเงินส่วนบุคคล อีก
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต (และการเทรด)


ชีวิตที่ดี ส่งผลให้จิตใจปลอดโปร่ง การเทรดที่ Flow มันก็มาจากจิตใจที่ปลอดโปร่ง
ไม่คำนึงถึงความรวย ความจน ปราศจากความอยากรวยชั่วข้ามคืน
การเทรดมันจึงจะเป็นการ "เทรดเพื่อเทรด" โดยแท้จริง


หากว่าลองมีจิตแห่งความโลภดูสิ All-in or Nothing ชิบหายทุกราย


การอยู่ในตลาดมันเป้นติ่งนึงของชีวิตเรา แต่เราก็ต้อง Manage ติ่งเล็กๆนี้ให้ดีๆ เพราะมันเป็นติ่งที่เล็กน้อยแต่ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลให้แก่ชีวิต ถ้าเอาใจใส่มันก็เติบโต เปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนฐานะให้กับเรา


เรื่องเงินๆทองๆน่ะ ถ้าเรา Control มันไม่ได้ มันก็จะ Control เราซะอีก


ชีวิตเรามันสัมพันธ์กับการเทรด
Balance ไปยังด้านอื่นๆของชีวิตด้วย
ออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง
ออกกำลังใจให้จิตใจแข็งแกร่ง
จัดการชีวิตให้ดี ทั้งความมีวินัย และการบริหารเวลา
รากฐานการเงินต้องแน่น
จึงจะสามารถเทรดเพื่อเทรดได้จริงๆ

เมื่อเราเทรดเพื่อเทรด เราก็จะสามารถอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน...

Saturday, May 13, 2017

0542 : วิธีเทรดของนู๋


อ่าน พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด Muji แล้วอยากลุกขึ้นมาเขียนคู่มือการเทรดในแบบของเรากันเลยทีเดียว

จริงๆก็คล้ายๆกับตอนอ่าน Principles ของ Ray Dalio เหมือนกันนะ คงอาจจะเพราะเกี่ยวกับการจัดการเหมือนกันละมั๊ง


พออ่านจบเราก็มานั่งคิดว่า เออ... เราควรจะเขียนวิธีเทรดของเราออกมาให้ชัดเจนแล้วแหละ เพราะคิดจะทำมานานแล้ว มึงไม่ทำสักที ฮ่าๆ


เอาวะเริ่มเลย

1. หาหุ้น ... รายได้โต กำไรโต ปันผลโต

2. Valuation หากรอบราคาที่ Discount

3. พอรู้ราคาก็รอให้ตลาดมันลงมา โดยเริ่มคำนวณเงินที่จะใส่ไปในหุ้นตัวนี้ไม่เกิน 5% พอร์ต

4. ช่วงระหว่างรอ แหย่เข้าไปเพื่อ Test Feeling ตลาดก่อน คือ ส่ง R2D2 เข้าไปทำ 3 Steps model จะใช้ Gut , MA , Bridge อะไรก็ได้

5. แยกเป็น 2 Event
5.1 ถ้า R2D2 กำไร ก็รอต่อไป รอมันกลับลงมาในกรอบ (Lock Risk Parameter) ระหว่างนี้ก็ทำการบ้านหาหุ้นตัวใหม่
5.2 ถ้า R2D2 ขาดทุน ก็รอดูว่ามันลงมาถึงกรอบราคา Discount หรือยัง ...

6. แยกเป็น 2 Event
6.1 R2D2 ขาดทุน แต่ไม่ลงมาในกรอบ Discount ... ถ้าสามารถเทรดเก็บ CF ได้ก็เทรดต่อเนื่องไป
6.2 R2D2 เข้ามาในโซนกรอบราคา Discount ก็ทยอยเก็บหุ้นโดยไม่ซื้อซ้ำโซนเดิม แบ่งเป็น Bullets

7. เก็บหุ้นได้แล้ว หุ้นขึ้นทยอยขาย Mark Zone ทีละ 1%

8. ถ้า Sell Mark Zone ทีละ 1% ครบ 3 ไม้ (3 Steps Model ขาขึ้น แสดงว่าหุ้นขึ้นไปแล้ว) ให้ลองเปลี่ยนมา Buy Mark Zone 3 Steps Model ดู (โดยเอา CF ที่เก็บสะสมมาซื้อ) ข้อนี้ทำเพื่อยืดระยะ Zone

9. หาก Buy Mark Zone กำไร ก็ ขาย 1% ต่อ แล้วดูว่าถึงจุดที่มี Premium หรือยัง (ดูจาก Valuation)

10. ถ้าเกิดว่ามี Premium แล้วก็ให้ทยอย Re-Balance เอากำไรออกมาเก็บไว้ แล้วเทรดเพื่อลดต้นทุนจนดึงทุนออกได้หมด



จริงๆมันไม่มีอะไรมากหรอก
มันคือ Valuation + MM + Grid + Re-Balance แค่นั้นเอง ฮ่าๆ