Pages

Showing posts with label Financial Management. Show all posts
Showing posts with label Financial Management. Show all posts

Saturday, March 9, 2019

0828 : อย่ามองข้ามเรื่องพื้นฐาน

 
เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องการวางแผนการเงินส่วนบุคคลให้กับกรมบังคับคดี จ.นนทบุรี มาครับ เค้าให้โจทย์มาเป็นหัวข้อ "สร้างชีวิต สร้างสุข สร้างวินัยทางการเงิน" กับ "หนทางห่างไกลหนี้"

ตอนแรกก็กังวลเหมือนกันกลัวว่าจะเตรียมตัวบรรยายแล้วไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เอาเข้าจริงพอไปถึงก็ติด Stun เหมือนกัน เพราะคนที่มานั่งฟังส่วนใหญ่อายุ 50+ ละ แต่ก็มีคนวัยเริ่มต้นทำงานด้วยบางส่วน เราก็บอกกับตัวเองว่า ไม่มีอะไรที่ต้องกลัว เราบรรยายจากใจ ไป Out Here อยู่ตรงนั้น และ Dance ไปกับสถานการณ์ ส่งคุณค่าเต็มที่ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

การบรรยายก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน เฮฮา มาก พอจบงานก็รู้สึกว่าเติมเต็ม และมีความสุข มีคนเดินมาหาหลังงานบอกกับผมว่า "ขอบคุณ ได้ประโยชน์มาก จะเอาไปใช้ในชีวิต" เรานี่แบบ เออ... มันได้ผลโว้ย สิ่งที่เราทำ มันส่งต่อถึงคนได้!


สิ่งที่ผมเอาไปบรรยาย ก็การเงินส่วนบุคคลพื้นฐาน เลย สรุปคร่าวๆมาให้ก็ประมาณนี้ครับ

1. การกลับมารู้จักตัวเอง ผ่านงบการเงินส่วนบุคคล
- งบรายรับ-รายจ่าย
- งบแสดงฐานะทางการเงิน
ว่าปัจจุบันเราอยู่ ณ จุดไหนของชีวิต
สภาพคล่องเป็นอย่างไร
ออมเงินได้กี่ % ของรายได้
ทรัพย์สิน มีอะไรบ้าง มัน Generate รายได้ให้เท่าไหร่ อย่างไร
หนี้สินล่ะ อัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่ ผ่อนชำระต่องวดมากน้อยแค่ไหน


2. ให้หัดทำ ประมาณการงบรายรับ - รายจ่าย ล่วงหน้า
เริ่มจากสมการ "รายได้ - เงินออม = รายจ่าย"
ให้ Forecast ค่าใช้จ่ายก้อนเดียวที่มันจะเกิดออกมาให้ได้มากที่สุด เช่น ค่าเบี้ยประกันชีวิต ค่าเทอมลูก ค่าเปลี่ยนยางรถยนต์ ฯลฯ อะไรพวกนี้ เพราะค่าใช้จ่าย one time เหล่านี้แหละ มันเป็นตัวดึงสภาพคล่อง หรือทำให้เราต้องเป็นหนี้บัตรเครดิต หากไม่มีเงินเตรียมไว้ Support มัน

ข้อนี้ให้กลับไปทำเป็นการบ้าน จริงๆถ้ามีเวลาพอ จะให้ทำกันเลย เพราะกลับบ้านไปมีโอกาสไม่ได้ลงมือทำสูงแหละ T T
 

3. ให้จดบัญชีรายรับ-รายจ่าย หรือ บัญชีครัวเรือน
อันนี้ก็แนะนำให้จดผ่าน App กันไป เพราะมันสรุปให้ Auto สะดวกในการเอามาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับ งบประมาณรายรับ - รายจ่าย ที่เราวางไว้



4. นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกัน ระหว่าง รายรับ-รายจ่าย ที่เกิดขึ้นจริง กับ งบประมาณ ที่ตั้งไว้ ใช้มากใช้น้อย แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร พฤติกรรมของเรา หรือ เราตั้งงบไม่ Match กับ Lifestyle ของเราไหม ?

ถ้าเราจดบัญชีรายรับ-รายจ่าย จากชีวิตเราจริงๆ เราจะสามารถนำไปตั้งงบประมาณที่ใกล้เคียงกับ Lifestyle ของเรามากๆเลยแหละ เพราะมันคือชีวิตเราจริงๆ

หรือบัญชีรายรับ-รายจ่าย จะบอกกับเราได้ว่า อะไรคือสิ่งที่เป็น ของแพ้ทาง เช่น เราจ่ายให้อะไรบ่อยๆ โดยที่ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อหรือบริโภคมัน เช่น ของเล่น หรือ ของกินที่ไม่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แล้วเราอยากสร้างนิสัยอะไรใหม่ให้ชีวิตเราไหม โดยการงดของเหล่านี้ เราก็เลือกได้นะ
 
 
5. สร้างพื้นฐานของ Wealth หรือ สร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี หลักๆก็คือ

5.1 สภาพคล่องเป็นบวก
ข้อนี้ก็คือจากสมการ รายได้ - เงินออม = รายจ่าย แล้วมีเงินเหลือทุกเดือน
 
5.2 มีเงินออมสำรองเผื่อฉุกเฉิน อย่างน้อยๆก็ 6 เท่าของ ค่าใช้จ่ายรายเดือน
เงินออมที่เก็บจากข้อ 5.1 ก็เอามาออมในข้อนี้ก่อน หลักมันง่ายคือ สมมติ ค่าใช้จ่ายเรา 30,000 บาท / เดือน เงินที่ต้องเก็บไว้สำรองก็คือ 30,000 x 6 เท่า = 180,000 บาท ส่วนการเก็บก็เก็บในบัญชีที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชี Saving , Money Market Fund

5.3 วางแผนออมเงินเพื่อเกษียณ & วางแผนภาษี
เริ่มจากการคำนวณเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณก่อน ง่ายสุดก็ดูจาก Lifestyle ของเราในปัจจุบันว่าเราใช้เงินเดือนนึงสักเท่าไหร่ พอเราเกษียณแล้วก็จะใช้ประมาณนั้นแหละ แล้วปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ เช่น ตอนนี้ใช้เดือนละ 40,000 x 12 เดือน x 20 ปี (ถ้าคิดว่าเกษียณ 60 แล้วจะอยู่ถึงอายุ 80) = 9,600,000 บาท x 2.1 (ตัวคูณเพื่อปรับอัตราเงินเฟ้อของคนที่อายุงานเหลือ 25 ปี เกษียณ) = 20,160,000 บาท

ที่นี้ก็เอามาหาดูว่าจะไปให้ถึงเป้าหมาย 20,160,000 บาท ณ วันที่เราอายุ 60 ต้องทำยังไงบ้าง หลักๆมันก็ขึ้นอยู่กับ เงินที่ออม , ระยะเวลา , อัตราผลตอบแทน ตรงนี้ใช้ App EZ Financial Calculator คำนวณเอากดใช้ง่ายๆ



แล้วเราก็คำนวณดูว่าจะไปให้ถึงต้องใช้ Investment Vehicle อะไรในการเดินทาง ก็ไม่พ้นต้องพึ่งกองทุนหุ้นแหละ ผลตอบแทนที่คาดหวังก็สัก 8-12% ควรวางแผนแบบ Worst Case Scenario ให้ชีวิตเรานะ เพราะเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยังไงเราก็ต้องแก่ (ถ้าไม่ม่องเท่งไปก่อนวัยอันควร)

เสร็จก็มาเลือก Product ที่จะใช้เป็น Investment Vehicle ต่อ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ , RMF , LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีด้วย (ส่วนนี้ใช้ App iTax Pro ในการคำนวณว่าจะใช้อะไรลดหย่อนเท่าไหร่)

 
หากมีเงินออมในโควต้าส่วนที่เหลือจากการลดหย่อนภาษี จะมาใช้กองทุนรวมหุ้น หรือ เลือกหุ้นรายตัวด้วยตัวเองก็ไม่ว่ากัน

งานต่อไปก็จะเป็นการ Monitor ผลตอบแทนให้มันอยู่ในเส้นทางที่จะพาเราไปให้ถึงเป้าหมายนั่นแหละ


5.4 ป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน
ส่วนนี้เป็นการเลือกทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันทรัพย์สิน ให้เพียงพอต่อความต้องการพื้นฐานของครอบครัว โดยดูจาก...

ทุนประกันที่ควรมี = ภาระหนี้ที่มี + ทุนเพื่อตั้งหลักให้ครอบครัว + ทุนการศึกษาลูก (ถ้ามี) - ทรัพย์สิน - ทุนประกันเดิมที่มีอยู่แล้ว

แต่จะซื้อประกันก็คำนึงถึงสภาพคล่องไว้ด้วย ซื้อเยอะไปเด๋วกินแกลบอีก 555

อ้อ การมีสติ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็เป็นการป้องกันความเสี่ยงอีกแบบนึงนะ ^ ^


จบแล้วครับ เรื่องพวกนี้เป็น Basic ของการสร้าง Wealth เลย หากเรามีฐานที่ดี ก็จะช่วยให้เราอยู่ในโลกของการสร้าง Wealth ได้อย่างสบายใจมากขึ้น ไม่ต้องเหลียวมองหลังบ่อยๆ จะทำอะไรก็สามารถมองไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่เนอะ


แล้วก็มีเกมมาแนะนำให้เล่น มันชื่อว่าเกม The Life Simulator ผมเล่นบน iOS นะ สิ่งที่ผมค้นพบจากเกมนี้ และการสร้าง Based of Wealth ของชีวิต ณ ตอนนี้ ก็คือ หากเรามี Wealth ที่ดี เราจะไปต่อในชีวิตเราอย่างสบายใจเลยแหละ ชีวิตมีแต่มุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น เพราะเรา Complete กับอดีต หรือ ข้างหลังเราหมดแล้ว เรื่องเงินก็อยู่ในแผน จัดการได้ พอจะทำอะไรมันก็ลุยได้เต็มที่ครับ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน และหวังว่าจะนำคุณค่าที่ได้ไปลงมือทำในชีวิตของท่านนะครับ

Sunday, July 2, 2017

0600 : Diary 2 ก.ค. 2560


เอ้ย! วันนี้ blog 600 Posts แล้วนี่หว่า ฮ่าๆ เอาให้ถึง 1,000 Posts ไปเลย อิอิ


วันนี้ก็อยู่บ้านเลี้ยงลูก ทำงานที่ตั้งใจจะทำไว้เสร็จ (งานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน) เล่นเกมนิดหน่อย ฟัง youtube บ้าง แต่หลักๆคือกล่อมลูกวนไป ช่วยแบ่งเบาภาระจากภรรยา


inbox page Value Visions น้องที่เราเป็น Mentor ด้าน Personal Finance ให้มาปรึกษาเรื่องซื้อบ้าน ถ้าดูจาก Personal Statement ก็ดูจะหนักเหมือนกัน เลยขอให้ทำ Scenario ของ งบรายรับ-รายจ่าย หลังซื้อบ้านในตัวเลือกต่างๆมาอีกที

การเป็นหนี้มันเหมือนใช้หมัดไคโอนั่นแหละ ร่างกายและจิตใจแบกรับภาระ ถ้าไม่ชิลนี่จะเครียดนะ เลยอยากให้มีหนี้แต่สถานะทางการเงินยังชิลได้มากกว่า

ถ้าออกแนว เด๋วเราซื้อแล้วเราจะลดตรงนั้นตรงนี้มาไว้ผ่อนบ้าน อันนี้มันก็เหมือนเราไปฝืนธรรมชาติของเรา คือปกติเราใช้จ่ายแบบนี้ กินข้าว กินกาแฟ ซื้อเสื้อยืดเดือนละ 1 ตัวอะไรแบบนี้มาตลอด พอมีบ้านแล้วจำเป็นต้องหยุดกินกาแฟ งดกินข้าวเบิ้ล อะไรแบบนี้มันจะทำให้ mental เรา drop ไปด้วย จากที่แดกอาหารตามสั่ง ต้องลดเกรดไปแดกมาม่าอะไรงี้

 

อาหารการกินวันนี้
มื้อเช้า = ข้าว + กุ้งต้ม
มื้อกลางวัน = ไวไวราดหน้า
ขนม = ไอติมกะทิ
มื้อเย็น = ข้าว + ไข่ดาว 2 ฟอง + หมูทอด + ต้มจืดเต้าหู้

Wednesday, June 28, 2017

0596 : Diary 28 มิ.ย. 2560


หุ้นไทยหลายตัว Vol เริ่มมาละ รายใหญ่อาจจะกำลังเข้าโหมดสะบัด ก็รอดูต่อไป เราก็เก็บ CF ไปเรื่อยๆ ที่ต้องระวังคือ ต้องหยุดให้เป็น ติดดอยหลายๆไม้ก็หยุดซื้อ ขายหมูหลายๆไม้เข้าก็หยุดขาย มีสติรู้ตัวไว้นะเว้ยย อย่าเพลิน รู้ทันตัวเอง รู้จักพอร์ตตัวเอง ถ้าเผลอตลาดแม่มจะ Kill 555


ตลาด Forex วันนี้สวิงพอดูเลย EU เด้งขึ้นมา ทำให้เราปิด order ที่ดอยมาชาติกว่าๆใน Port Ulver Prime ออกได้ 2 นัด ตอนนี้ก็เหลืออีก 1 ที่ยังดอยอยู่มันไปไม่ถึงก็ลงมาเสียก่อน ณ ตอนที่เขียนอยู่ก็เด้งกลับละ แต่ยังไม่หลุดดอยอยู่ดี รอต่อไป


 

Port MW Exam RTT ไม่ได้ทำอะไรวันนี้ หาจังหวะไม่ได้เลย ผ่านไป 1 วัน T T



ช่วงเช้านั่งคุยกับพี่ที่แกกำลังจะ Early Retire อยู่แกก็สอนเราเรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลขึ้นมา แกเล่าถึงวิธีที่แกทำมาตลอดชีวิต ซึ่งตรงกับพวกการบริหารเงินส่วนบุคคลเลยนะ แตกต่างในรายละเอียดนิดหน่อย

แกบอกแกเริ่มช้าไปหน่อย เริ่มเก็บตังค์ตอนอายุ 36 เพราะก่อนหน้าต้องใช้หนี้ให้ทางบ้าน พอหนี้หมดก็เริ่มส้รางเนื้อสร้างตัว

รายได้มาแกจะแบ่งเป็น 3 ส่วน
กองที่ 1 เก็บไว้กินหลังเกษียณ ฝากอย่างเดียว ห้ามถอน รวมถึงพวก PVF หุ้นสหกรณ์ฯพวกนั้นด้วย
กองที่ 2 เก็บเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน จะเท่าไหร่ก็แล้วแต่พิจารณา
กองที่ 3 เอาไว้กินใช้ในแต่ละเดือน ใช้ตามสบาย
สุดท้ายสิ้นเดือนถ้าตังค์เหลือก็ใส่กลับเข้าไปในกองที่ 1 , 2

อีก 3 เดือน แกเกษียณน่าจะได้เงินจาก Bank ประมาณ 8 ล้าน แล้วก็มีเงินเก็บของแกเองอีกหลายล้านอยู่ ... อยู่ได้สบายๆ (อยากชวนแกว่า ฝากผมลงทุนให้ไหมพี่ มี Excess Cash Flow ให้ทุกเดือนครับ ถถถ)

 
 
วันนี้มีความกังวลเรื่องลูกผมร่วง ลอง Search Google ดูก็พบว่า ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล ฮ่าๆ ...



ช่วงบ่ายๆที่ office มีคนเปิดเพลงอิ่มอุ่นขึ้นมา ทำให้เราคิดถึงพ่อแม่ ทำให้เราตระหนักถึงเวลามากขึ้น ตั้งใจ Focus ให้ดีขึ้นๆเรื่อยๆนะ สู้รวดเดียวให้ชนะสงครามไปเลย มึงทำได้ (เอ้ พูดหยั่งกะพวกขายตรงเลยตรู 555)



อาหารการกินวันนี้
มื้อเช้า = บะหมี่ต้มยำ + เล็กแห้งยำ
มื้อกลางวัน = ข้าวหมูกรอบ 2 จาน + เกาเหลา
มื้อเย็น = ข้าว + ต้มยำปลาทู + ปลาเค็มทอด
ขนม = ลูกชิ้นทิพย์ 5 ไม้

Friday, May 26, 2017

0556 : Diary 26 พ.ค. 2560


กลับถึงบ้านแล้วว หลังจากสัมมนายาว 5 วัน ไม่เหนื่อยหรอก แต่อยากเล่นเกม อยากดูซีรีย์มากกว่า ถถถ แต่ก็ดีนะ ได้ความรู้มาใช้พัฒนาตัวเองอีกเพียบ

ขากลับมีน้องคนนึงติดรถกลับมาด้วย น้องถามเรื่องเกี่ยวกับการลงทุน การเงินส่วนบุคคล เลยคุยให้ฟัง ทั้งเรื่องการออม การสะสมหุ้น เพิ่งรู้ว่าน้องเค้าเปิด EA Forex ด้วย ... น้องเป็นผู้หญิงน่ะ ไม่นึกว่าจะไปหา EA เปิดโดยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับ EA เลย ตอนนี้ลังเลว่าจะถอนเงินออกมาดีหรือเปล่า เพราะคนที่ปล่อย EA ให้ใช้ฟรีเดือนแรก เค้าบอกว่ามีโอกาสล้างพอร์ต 20% น้องเค้าใส่เงินไป 10,000 บาท ได้กำไรอยู่ $18

เราก็บอกว่า ความเสี่ยงคือความไม่รู้ อะไรที่เราไม่รู้ก็อย่าเข้าไปเล่นกับมันเลย ถาม Stat EA ยังไม่รู้อะไรเลย ก็แนะนำว่าออกมาก่อนเถอะ ศึกษาดีๆแล้วค่อยเข้าไป

เอาเงินไปสะสมหุ้นก่อนก็ได้ ทำการบ้านดีๆ แล้วค่อยๆเก็บ พอมีปันผลออกมาก็แบ่งสัดส่วนไปลงใน EA ก็ได้ ถ้าตอนนั้นอยากลงใน Forex อ่ะนะ


ยังไม่ทันได้ถามเรื่องเป้าหมายทางการเงินเลย ก็ต้องส่งลงจากรถไปละ คราวหน้าค่อยคุยกันใหม่ละกัน


อาหารการกินวันนี้
มื้อเช้า = ข้าวต้ม + สลัด
มื้อกลางวัน = บะหมี่ต้มยำ + เส้นเล็กต้มยำ + ชาเขียว + วัฟเฟิลไอติมชาเขียว 1/2 จาน
มื้อเย็น = ข้าว 2 จาน + ต้มยำกุ้ง + กะเพราปลาทอด + กุ้งแช่น้ำปลา

Saturday, August 16, 2014

0281 : พื้นฐานของพื้นฐาน



พื้นฐานของพื้นฐาน


อยากกลับมาคุยเรื่องนี้กับตัวเองอีกที จริงๆการเทรดมันก็เหมือน Poker ถ้าภาษา poker ก็จะมี skill บนโต๊ะ กะ Skill นอกโต๊ะ (เช่นพวกการจัดการ Bankroll ต่างๆ)

อย่าง Trader ก็น่าจะมี skill ที่เราใช้ในจอ กะ นอกจอ เหมือนกัน

ที่สำคัญอย่างนึง ซึ่งอาจจะทำให้เราลืมตัวก็จะมีเรื่องการบริหารเงินส่วนตัวของเรา เช่นพวกค่าใช้จ่ายรายเดือน เงินออม เงินสำรองต่างๆ


ผมว่าวินัยตรงนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าเราไม่ได้มี Port ใหญ่มากๆๆ แบบที่ว่าเอาไปดอยหุ้นสักร้อยตัวก็ไม่เดือดร้อน


ที่เคยเจอมันจะมีฟีลลิ่งของการเทรดช่วงที่ performance ดีๆ ได้ตังค์เยอะๆ ช่วงนั้นจะป๋ามาก ใช้จ่ายมือเติบหน่อย ประมาณว่ารู้สึกว่าเทรดยังไงก็ได้ตังค์ แต่พอเวลาผ่านไป Down Swing มาเยือนล่ะแม่งเอ้ย...


เพราะงั้นวินัยทางการเงินของเราก็สำคัญมากๆ เป็นพื้นฐานของพื้นฐานการเทรดเลยทีเดียว

ให้รางวัลตัวเองก็ได้ แต่ก็ไม่บ่อยเกินไป ให้พอประมาณดีกว่า

พอเทรดมือขึ้นก็อย่าเพิ่งก่อหนี้เลว เพราะ มันจะทำให้ชีวิตลำบากหากเจอช่วง down swing (อะไรก็ฝืดไปหมด)



แต่สิ่งเหล่านี้มันก็แก้ได้ ถ้าเราวางแผนการเงินไว้ดีๆ


เอาง่ายๆก็เอาอย่างพี่หนุ่ม Money Coach สอนก็แล้วกัน แบ่งเงินออมเป็นตะกร้าๆ


อย่างของผม แบ่งหลายใบหน่อย


1. เงินสำรอง 3-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เอาชัวร์ๆก็ 12 เท่า เก็บไว้เถอะ มันช่วยเราในยามลำบากได้จริงๆ บางจังหวะถ้าเรามีมันเราจะไม่รู้สึกว่าเราลำบากหรอกนะ แต่ลองนึงทุกครั้งที่ไปถอนเงินก้อนนี้มาใช้ ลองนึกว่าหากเราไม่มีมันเราจะทำยังไง โอ้ จะซึ้งถึงคุณค่าของมันเลยแหละ


2. เงินป้องกันความเสี่ยง อันนี้ออมไว้ซื้อประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ประกันรถ ประกันแม่งมันไปตามที่เราอยากจะประกันเลยครับ แล้วก็ออมให้ cover เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายแต่ละปีก็พอ

หลักคิดง่ายๆ ก็ จำนวนเงินคุ้มครองจากประกันรวมกันควรไม่น้อยกว่า 60 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ถ้าครอบครัวใช้จ่ายเดือนละ 50,000 ก็ควรจะมีกรมธรรม์คุ้มครองอย่างน้อย 3,000,000 บาท เอาไว้ให้คนข้างหลังเรา


3. เงินลงทุน อันนี้จริงๆมันก็คือ Port ของเรานั่นเอง ไม่ต้องพูดถึงละเนอะ 555


4. เงินออมเพื่อการท่องเที่ยว อยากไปไหนก็เก็บเงินใส่กองนี้ แล้วก็ไปท่องโลกซะ อย่ารอที่จะไปตอนแก่


5. เงินออมเพื่อการศึกษา อันนี้ผมมีไว้เพื่อซื้อหนังสือ จ่ายค่าสัมมนาต่างๆ บางอันมันก็ถูก บางคอร์สก็แพง แต่เราอยากเรียนรู้ ก็มีเงินส่วนนี้ไว้จ่ายเพื่อหาความรู้ครับ


6. "............................" อันนี้เว้นเอาไว้ให้ แล้วแต่เราจะออกแบบเลยครับ จะเพิ่มอีกกี่กองก็ตามสะดวก จะเก็บไว้สำหรับทำความฝันอื่นๆของเรายังไงก็ตั้งเป้าหมาย แล้วก็ลงมือออมได้เลย



จะเห็นว่าการวางแผนการเงินของเราจะออกแบบให้ Free Style ยังไงก็ได้

สิ่งสำคัญอยู่ที่การร้จักตัวเราเอง

ว่าเราต้องการอะไร
วางแผนไปคว้ามันยังไง
เราลงมือทำมันไหม
และ มีวินัย เอาจริงเอาจังกับมันหรือเปล่าครับ

^ ^

Sunday, January 27, 2013

0112 : Value Journal 27-01-2013



สวัสดีครับ




1. พรุ่งนี้วันจันทร์ ต้องกลับไปทำงานอีกแล้ว

แต่ข้อดีของวันจันทร์ก็คือตลาดหุ้นเปิดทำการนั่นเอง

ตลาดเปิดเราก็จะได้ทำมาหากินกันต่อไป



เพิ่งจะมานึกได้ว่า วิธีที่จะพัฒนา skill trade ง่ายๆอีกวิธีนึงก็คือการจดบันทึก

จดบันทึกความรู้สึก หรือ เหตุผล ที่เราเปิด หรือ ปิด Order นั้นๆ

เหมือนที่เทรดเดอร์ฝึกหัดต้องทำรายงานส่งพี่เลี้ยงว่าเข้าเทรดเพราะอะไร

คิดยังไง หรือ มีแผนอะไรต่อไป ซึ่งผมยังไม่ได้ทำแบบนี้

ต่อไปก็ขอฝึกฝนแบบนี้ ต้องเคี่ยวกรำตัวเองมากขึ้น

ผมเล่นหุ้นมาประมาณ 4 ปี ( ม.ค. 2552 )

ถ้านับจำนวนชั่วโมงที่เรียนรู้เรื่องหุ้น คิดง่ายๆวันละ 1 ชั่วโมง (อันที่จริงอาจจะไม่ถึง)

ก็ตกราวๆ 1,500 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งห่างจากมหัศจรรย์ของการฝึกฝน 10,000 เยอะเลย

คิดไปก็เสียดายเวลาและโอกาส(ช่วงตลาดกระทิง)เหมือนกันนะครับ

ถ้าเราเก่งกว่านี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน เราคงดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

แต่ว่าที่ผ่านมาแล้วก็ช่างมันไป ทำปัจจุบันให้เต็มที่สุดๆ

เข้มงวดกับตัวเองให้มากๆดีกว่า อยากสูงต้องเขย่ง อยากเก่งต้องขยัน อ่ะเนอะ





2. อีกเรื่องที่ผมจะต้องปรับกลยุทธ์ก็คือเรื่องการออมเงินครับ

ต่อไปผมจะเพิ่มการออมแบบ +10% เข้ามาในแผนการออมเงินด้วย

นั่นก็คือหากใช้จ่ายนอกแผนการเงินที่วางไว้

ก็จะต้องออมเงินเป็นจำนวน 10% ของค่าใช้จ่ายนั้นครับ

เช่นอาจจะอดใจไม่ได้ซื้อของเล่นมาชิ้นนึงราคา 2,000

ก็ต้องเอาเงินค่าใช้จ่ายประจำวันมาออม 200 บาท ครับ

จะได้ไม่เผลอไปซื้อของใช้ฟุ่มเฟือยหรือพวกอุปกรณ์ Gadget บ่อยๆ

พวกกระเป๋ากล้อง ขาตั้งกล้อง ที่ชาร์จสำรอง หรือพวก Lego

อะไรพวกนี้เนี่ยตัวดูดเงินผมเลยแหละ - -“

เพราะงั้นก็เลยต้องเพิ่มกลยุทธ์การออมเงินใหม่ๆเข้ามา





3. เมื่อวานไปงานศพน้องแถวบ้านแฟนครับ

อายุยังน้อยอยู่เลย ( มัธยม ) คือ แกออกไปเที่ยวแล้วโดนนักเรียนคู่อริยิง

ผมก็มานั่งคิดว่า คนเรานี่ชีวิตมันไม่แน่นอนเอาซะเลย

เวลาของเราเหลือเท่าไหร่ เราไม่อาจรู้ได้เลยนะครับ

เพราะงั้นต้องทำสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ต้องทำ และ สิ่งที่ควรทำ

ในทุกๆด้านของชีวิต ไม่ว่าจะ ครอบครัว การงาน หรือ ความฝัน

ดูแลคนที่เราควรดูแล อย่างพ่อแม่ หรือ คนที่เรารัก

ถ้าเรามาคิดว่าเราอาจตายวันพรุ่งนี้ เราดูแลเค้าพอหรือยัง

ถ้าเราตายไปยังจะมีอะไรติดค้าง หรือมีห่วงหรือไม่

ความฝันต่างๆ ได้ลงมือทำหรือยัง หรือยังปล่อยไว้ให้มันเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

ทำไปเถอะครับ ยังไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร ขอให้ได้ลุยไว้ก่อน

ด้านการเงินก็เหมือนกัน เราได้ Hedging ไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลังเราบ้างไหม

ขาดเราแล้ว จะมีผลกระทบยังไงกับคนข้างหลังเราบ้าง

เราเคยได้คิดไว้ไหม ?





ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตอย่างมีสติและความสุขครับ

Monday, January 14, 2013

0105 : Value Journal 14-01-2013



สวัสดีครับ




วันนี้ตลาดบวกแรงอีกแล้ว

หน่วยรบ KZM ของผมต่างก็ทยอยทำกำไรไปหลายกองครับ

ส่วนใหญ่ทำกำไรกอง B , D ได้ Cash Flow มาพอสมควรครับ

ตลาดยิ่ง Swing บ่อยๆ KZM จะยิ่งชอบครับ

Swing กว้างๆ Swing บ่อยๆ เราจะ Generate Cash Flow กันเพลินเลย



ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาก็ย้อนกลับมาคิดวางแผนการเงินของตัวผมเองอีกรอบครับ

ที่ผ่านมานั้นผมออกเงินโดยเอาเงินเก็บใส่ไว้ในพอร์ตลงทุนหมดเลย

ซึ่งอันที่จริง การออมเงินนั้นเราควรจะแบ่งเงินออกเป็นหลายๆกองครับ

ซึ่งแต่ละกองก็มีวัตถุประสงค์แตกต่างกันไป



ที่เค้าแบ่งกันหลักๆก็มี

1. เงินออมเผื่อฉุกเฉิน ตรงนี้จะออมกันไว้ประมาณ 3 – 12 เท่าของเงินเดือน

2. เงินออมเพื่อป้องกันความเสี่ยง
จะออมไว้ในแบบของประกันชีวิตระยะยาว ที่คุ้มครองถึงอายุ 90
ทยอยซื้อไปเรื่อยๆ เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีด้วยครับ
หรือไม่ก็พวกประกันสุขภาพครับ

3. เงินออมเพื่อลงทุน ก็คือนำมาลงทุนในรูปแบบต่างๆนั่นเองครับ



ส่วนผมเพิ่มของตัวผมเองอีกกองนึงก็คือ

4. เงินออมเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศ



ตอนนี้เนี่ยผมมีแค่เงินลงทุนอย่างเดียวเท่านั้นครับ

ซึ่งต่อจากนี้ก็จะพยายามแบ่งเงินออมออกเป็น 4 ส่วน

เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นครับ

โดยเงินออมเผื่อฉุกเฉินนั้น หากผมออมจนครบ 12 เท่าของเงินเดือนแล้ว

ก็จะนำเงินส่วนนี้มาออมไว้ในกองเงินลงทุนต่อไปครับ

หากพร่องลงไปก็หามาเติมให้เต็ม และก็ปรับเพดานทุกๆปีตามรายได้ครับ



ถ้าเราวางแผนว่าจะลาออกครั้งสุดท้ายไปเป็น Full Time เทรดเดอร์

เงิน 4 กองนี้ควรออมไว้ให้ครบถ้วนครับ

เพราะมันช่วยให้ชีวิตเรามั่นคงขึ้น

สมมุติว่า เราอาจจะเจอตลาดแย่ๆ ยาวสักปี สองปี ตรงนี้เงินกอง 1 ช่วยเราได้

แล้ววันไหนที่เราป่วย เงินกอง 2 ที่เราซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ก็จะช่วยเรา

เงินกอง 3 ไม่ต้องพูดถึงเลย สำคัญมากเพราะมันคือเครื่องมือหากินของเรา

เงินกองที่ 4 ก็ใช้ในการพักผ่อนท่องเที่ยวครับ



นี่คือแผนการออมเงินของผมครับ

 

Friday, September 23, 2011

0024 : กลยุทธ์การออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กลยุทธ์การออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

สำหรับพนักงานออฟฟิศ ที่หาเลี้ยงชีพด้วยการกินเงินเดือนอย่างคุณๆผมๆ
แต่ละเดือนก็ต้องถูกหักเงินเดือนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ที่นายจ้างจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราเก็บออมเงินไว้ใช้ในยามชีวิตหลังเกษียณ
โดยเราต้องหักเงินเดือนเพื่อออมเงินทุกๆเดือนและ
นายจ้างก็จะสมทบเงินให้เราอีกจำนวนหนึ่ง
แล้วก็ให้เหล่า บลจ. นำเงินกองนี้ไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน
( ส่วนใหญ่จะสามารถเลือกแผนการลงทุนได้ด้วย
แบ่งเป็น แผนเสี่ยงมาก เสี่ยงปานกลาง เสี่ยงน้อย ประมาณนั้น )
ผลตอบแทนก็ว่ากันไปตามแผนการลงทุน และ ฝีมือของผู้จัดการกองทุน

แต่มีอีกอย่างนึงที่เราควรให้ความสำคัญก็คือ
เงื่อนไขในเงินออมส่วนที่นายจ้างจะสมทบให้

ซึ่งตรงนี้โดยส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งเป็น 2 แบบ
คือ 1. นายจ้างสมทบให้เท่ากับที่เราหักออม เช่น
สมมุติเงินเดือนเรา 20,000 บาท แต่ละเดือนเราหักไว้ 3%
ก็เท่ากับ 600 บาท ตรงนี้นายจ้างออมสมทบก็จะให้เราอีก 600 บาท
หรือหากเราเลือกออมเดือนละ 10% ตกเดือนละ 2,000 บาท
นายจ้างก็ต้องจ่ายสมทบเงินตรงนี้ให้เราเดือนละ 2,000 บาท เช่นกัน
จะเห็นได้ว่าเท่ากับว่าในแต่ละเดือนเราได้เงินฟรีๆจากนายจ้างของเรา
เพียงแค่เราออมเงินให้มากๆเท่านั้นเอง
หากองค์กรใดที่ใช้วิธีนี้ในการจ่ายสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
เราก็น่าจะหักออมเงินให้มากที่สุด
(ส่วนใหญ่หักออมเข้ากองทุนสำรองฯได้สูงสุดราวๆ 10 - 15% ของเงินเดือน)
จะทำให้เราได้ประโยชน์จากเงินออมตรงนี้มากที่สุด


2. ส่วนอีกแบบนึงก็คือ การที่ไม่ว่าเราจะหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่าไหร่ก็ตาม
นายจ้างก็จะสมทบให้ในอัตราที่สูงสุดที่กำหนด เช่น
เงินเดือน 20,000 บาท แล้วเราเลือกหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดือนละ 3%
เท่ากับ 600 บาท แต่นายจ้างจะต้องสมทบให้เราเท่ากับอัตราสูงสุด
สมมุติว่าเท่ากับ 15% ตรงนี้แต่ละเดือนนายจ้างจะต้องสมทบให้เราเดือนละ
3,000 บาทเลยทีเดียว เท่ากับว่าเราจ่าย 600 ได้อีก 3,000 ฟรีๆ
ถ้าองค์กรไหนใช้วิธีนี้ในการสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ก็จะอยู่ที่เราแล้วล่ะว่า เราจะเลือกหักออมไว้ในกองทุนอย่างไร

โดยผมขอแยกเป็น 2 แบบคือ หากเราคิดว่าเรามีวินัยและมีฝีมือในการลงทุนอยู่บ้าง
ก็ให้เราเลือกหักในส่วนของเราใน Rate ต่ำสุด ต่ำสุด 3% ก็หัก 3%
ต่ำสุด 5% ก็หัก 5% แล้วให้เรานำเงินส่วนที่เหลือจากส่วนต่ำสุดที่หัก
มาลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าเรามีความรู้ด้านการลงทุนพอประมาณ
เราน่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
ที่สำคัญคือเราต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และมีวินัยในการออมเงินให้มากๆ
ไม่งั้นแทนที่จะเอาเงินส่วนนั้นออกมาลงทุนเอง กลายเป็นว่าเอาไปใช้จ่าย
อย่างอื่นให้หายไปกับสายลม แบบนั้นบั้นปลายชีวิตจะเหลือเงินน้อยกว่าอีกทางเสียอีก

ส่วนทางเลือกอีกทางนึง สำหรับผู้ที่ไม่มั่นใจว่าจะมีวินัยมากพอ
หรือไม่ค่อยมีเวลาใส่ใจกับการลงทุนเองสักเท่าไหร่
ก็ควรหักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราสูงสุดไปเลยครับ
แบบนั้นพอเกษียณมาเงินออมจะได้ก้อนโตเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าหากคำนวนไว้ดีๆ ก็สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบายได้เช่นกัน


ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม การออมเงิน เป็นสิ่งที่ดีครับ
แต่บางทีเราก็ต้องใส่ใจกับรายละเอียดปลีกย่อยของการบริหารเงินบ้าง
ซึ่งหลายๆครั้งมันก็ช่วยเพิ่มเงินในกระเป๋าให้เราได้ง่ายๆครับ ^ ^

Thursday, September 8, 2011

0020 : วิธีเริ่มต้นออมเงิน

ช่วงที่ผ่านมาหลายคนได้ใช้น้ำมันราคาถูกลง
จากการที่รัฐบาลยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน
เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน
ผมไม่รู้ว่าการแก้ปัญหาแบบนี้มันจะมีผลกระทบอะไรหรือไม่
แต่เท่าที่รู้สึกได้ ค่าใช้จ่ายของหลายๆคนก็เบาลงหน่อยนึง
ดังนั้นผมจึงคิดว่า นี่อาจเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เราจะเริ่มต้นออมเงิน
โดยเฉพาะหลายๆคนที่ยังไม่เคยออมเงินได้กะเค้าบ้างเลย
ใช้เงินเดือนชนเดือนมาตลอด ตัวเลขในสมุดบัญชีเป็นแต่เลข 2 หลัก
( ตอนผมทำงานใหม่ๆก็เป็นนะ เงินในบัญชีไม่เหลือเลย )
เมื่อเงินไม่เหลือ ทำให้ไม่สามารถออมเงินได้แบบชาวบ้าน...
โดยโอกาสนี้เราควรจะเริ่มออมเงินจากในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ลดลงไป
อย่างน้อยก็ในค่าใช้จ่ายของการเติมน้ำมัน
อย่างบางคนอาจจะเติม 91 ปกติรวมๆแล้วค่าน้ำมันอาจจะเดือนละ 5,000 บาท
พอรัฐบาลประกาศลดราคาน้ำมัน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลดลง
จาก 5,000 บาท จะเหลือเพียงแค่ราวๆ 4,200 บาทเท่านั้น
ทีนี้เราก็เอา 800 บาทมาออมไว้ แล้วก็ต้องต่อเนื่องทำจนเป็นนิสัยครับ

จากนั้นก็ให้ลองหัดวางแผนการใช้เงินในแต่ละเดือนดูครับ
อย่างน้อยก็ควรเริ่มทำบัญชีครัวเรือน เพื่อจะได้นำมาดูย้อนว่าแต่ละเดือน
เราใช้เงินไปกับอะไรบ้าง การมองย้อนไปจะทำให้เราเห็นภาพการใช้เงิน
ของตัวเราเองชัดขึ้นครับ ว่าบางอย่างเราก็ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายด้วยอารมณ์
หรือบางอย่างมันก็เป็นการใช้จ่ายแบบสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ
จากนั้นพอทำจนเป็นนิสัยได้ติดต่อ ก็เอาประติการใช้เงินเรามาวิเคราะห์
ว่าส่วนไหนเราตัดทอนได้บ้าง ส่วนในที่เรามักจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเป็นประจำ
แล้วเราก็เอาเงินส่วนที่เราลดค่าใช้จ่ายตรงนั้นได้มาออมเงินอีกทีครับ
ผ่านไปครั้งปี หนึ่งปี สองปี เงินเล็กๆน้อยๆในแต่ละเดือนเหล่านั้น
จะเติบโตเป็นเงินก้อนใหญ่ให้คุณเป็นอย่างไม่คาดคิดเลยแหละ...


แต่จริงๆแล้วการออมเงินควรจะออมก่อนจ่ายนะครับ
แบบวิธี " หักดิบ " คือ เมื่อรับรายได้มาก็ตัดออมเลย
แต่สำหรับบางคนเข้าใจว่า อาจจะใช้เงินแบบเดือนชนเดือนมาตลอด
ทำให้หากออมเงินแบบ " หักดิบ " เลยจะทำให้ปรับตัวไม่ทัน
พาลจะล้มเหลวแอบเอาเงินมาหมุนมาใช้เสียเปล่าๆ
ผมก็เลยแนะนำให้ออมจากรายจ่ายส่วนลดก่อนครับ
เพราะวิธีนี้จะเป็นการค่อยๆปรับตัว ละมุนละม่อมกว่าวิธีหักดิบครับ
ที่สำคัญคือต้องต่อเนื่อง และ ต้องใจแข็ง ไม่ถอนเงินที่ออมไว้มาใช้เด็ดขาด
ทำจนชิน จากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มเงินออมเข้าไปในสัดส่วนที่มากขึ้นๆ
สุดท้ายแล้วเราก็จะออมแบบสบายๆ จนเป็นนิสัยที่ติดตัวเราไปตลอดครับ

อีกวิธีนึงผมอ่านเจอจากหนังสือของ แซนดี้ ฟอร์สเตอร์ ซึ่งก็คือการออมเศษเหรียญ
ซึ่งเค้าบอกว่า เวลาเราได้เงินทอนมาเป็นเศษเหรียญ เราก็อย่าเอาไปใช้
แต่ให้เอาไปหยอดกระปุกไว้ และให้เอาเหรียญเงินที่ติดอยู่ในกระเป๋าสตางค์นั้น
มาหยอดลงกระปุกทุกวันๆ พอเต็มกระปุกก็เอาไปเก็บเข้าบัญชีเงินออม
หรือนำไปลงทุน ( วิธีนี้ผมเองก็เพิ่งเริ่มทำครับ พบว่าง่ายดี ตกเย็นพอกลับจาก
ที่ทำงานมาก็เอาเหรียญมาหยอดๆๆๆลงกระปุกไว้ ปลายเดือนก็แคะไปฝาก )

วิธีนี้ประยุกต์ใช้กับธนบัตรก็ได้นะครับ อย่างในเวบ thaivi.org ผมเคยอ่านเจอ
กระทู้นึง มีคนบอกว่าเค้าออมเงินด้วยแบงค์ 50บาท คือเห็นแบงค์ 50 เมื่อไหร่
ก็จะเก็บลงกระปุก ไม่เอาแบงค์ 50บาท ไปใช้จ่ายซื้อของ แต่จะเก็บไว้ออม
ดูว่าผ่านไปกี่ปีจะมีแบงค์ 50บาท กี่ใบ ออมได้เท่าไหร่... แต่เหมือนเค้าจะ
ให้เหตุผลว่าที่เลือกแบงค์ 50บาท ก็เพราะ แบงค์ 50บาท เป็นธนบัตรที่เรา
ไม่ค่อยได้พบเจอเท่าไหร่นัก ( เจอน้อยกว่าแบงค์ 100 และ แบงค์ 20 ) ก็เลย
นำมาเป็นวิธีในการออมเงินซะเลย...


เป็นยังไงกันบ้างครับวิธีออมเงินที่ผมแนะนำ
ยังไงก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ...
และหากใครมีวิธีดีๆที่จะแนะนำอีกก็ช่วยแชร์ให้ฟังด้วยนะครับ : )

สู้ๆ เพื่ออิสระภาพทางการเงินครับ!

Wednesday, August 17, 2011

0014 : กับดักของสินค้าผ่อน 0%


กับดักของสินค้าผ่อน 0%

" การตัดสินใจซื้อสินค้าของเราจะง่ายขึ้น
ถ้าหากเราไม่ได้จ่ายราคาค่างวดนั้นเป็นเงินสด "
ในทางจิตวิทยาเค้าพูดเอาไว้ประมาณนั้นนะครับ

การซื้อสินค้าชิ้นเดียวกัน ราคาเท่ากัน
แต่วิธีการจ่ายเงินแตกต่างกันนั้น
จะทำให้ความยากง่ายในการตัดสินใจของเราแตกต่างกันไปด้วย
ยกตัวอย่าง มีนาฬิกาเรือนหนึ่ง ซึ่งเราอยากได้ ราคา 50,000 บาท
ถ้าหาก ณ ช่วงเวลานั้นเรามีเงินสด 50,000 บาท พอดีเป๊ะ
การตัดสินใจใช้เงินสดซื้อนาฬิกาเรือนนั้นจะยากมาก
เพราะถ้าเราซื้อเงินในกระเป๋าเราจะวูบหายไปในทันที
( แถมไม่มีตังค์ขึ้นรถกลับบ้านอีก )

แต่ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า 1,000 บาท พร้อมบัตรเครดิตวงเงิน
100,000 บาท อีก 1 ใบ การตัดสินใจซื้อนาฬิกาเรือนนั้นจะง่ายขึ้นมาก
เพราะรูดบัตรซื้อไปแล้ว เงินในกระเป๋าไม่ลด เดินชิลไปโบก Taxi กลับบ้าน
จะมารู้ตัวอีกทีตอนใบแจ้งหนี้มาถึงหน้าบ้าน
( แล้วก็คร่ำครวญในใจ กูไม่น่ารูดเล๊ย !
ถ้าชำระขั้นต่ำก็โดนดอกเบี้ย ชำระหมดเงินก็หดหาย T T )

แต่ปัจจุบันหลายบริษัทได้ทำโปรโมชั่น ผ่อน 0%
อาจจะระยะเวลาผ่อน 6 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้าง
ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้เปรียบโคตรๆ
แต่อันที่จริง ผมคิดว่านั้นเป็นกับดักอันแยบยล
ที่เค้าพยายามดึงตังค์ออกจากกระเป๋าเราไปใช้จ่าย
กลายเป็นรายได้เข้ากระเป๋าเค้า

ลองคิดดูอย่างตัวอย่างนาฬิกาเรือนข้างบน
หากเรามีเงินสด เรายากที่จะตัดสินใจซื้อ
หากเรามีบัตรเครดิต เราตัดสินใจง่ายขึ้น
แต่ก็ยังต้องชั่งใจเพราะหากถึงกำหนดชำระ
แล้วไม่ได้ชำระทั้งยอดก็จะโดนดอกเบี้ยอัตรา 20%

แต่หากมีโปรโมชั่นผ่อน 0%
เราแทบไม่ต้องคิดเลย เพราะได้ซื้อสินค้าราคาเท่าเดิม
แบ่งจ่ายได้เป็นหลายงวด

แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า
แม้สิ่งที่เราเสียจะไม่ใช่ดอกเบี้ย
แต่เราก็เสียเงินของเราไป
แลกกับสินค้าที่เราอาจจะไม่ตัดสินใจซื้อถ้าไม่มีโปรโมชั่นนี้
( แสดงว่ามันไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่ ซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ได้ )
และเราก็เสียโอกาสในการออมเงิน
ปกติเราอาจจะเก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท มาโดยตลอด
แต่วันนึงเราเกิดหลวมตัวซื้อสินค้าโดยผ่อนแบบ 0% 10เดือน
เท่ากับว่าจากนี้ไปอีก 10เดือน เราจะไม่ได้ออมเงินเหมือนอย่างเคย
เงิน 5,000 บาท ที่เคยออมได้ในทุกๆเดือน
กลับต้องกลายมาเป็นค่าผ่อนชำระสินค้า

และบางทีหากเรารู้ไม่ทันกิเลสของตัวเอง
พอเราผ่อนชิ้นที่ 1 เสร็จ เราก็จะหาชิ้นที่ 2 ที่ 3 ตามมา
กลายเป็นว่าวินัยในการออมเงินที่เคยมี
กลับกลายเป็นวินัยในการใช้จ่ายไปซะแล้ว

เพราะงั้น ผมจึงอยากเตือนว่า
ก่อนจะซื้ออะไร ผ่อนอะไร โปรดคิดให้ดีๆนะครับ
ว่าของสิ่งนั้นมันจำเป็นที่เราต้องซื้อมันจริงหรือไม่...

หรือมันเป็นเพียงแค่กับดักของลัทธิ " บริโภคนิยม "


Sunday, June 5, 2011

0005 : Leverage by Other People's Money

เค้าว่ากันว่า ถ้าอยากรวยเร็วๆ
ต้องพึ่งพาคนอื่นครับ
ไม่ว่าจะเป็น เวลาของคนอื่น ( ให้คนอื่นทำงานให้เรา )
ไม่ก็ เงินของคนอื่น ( เอาเงินคนอื่นมาลงทุนนั่นเอง )
โดยเฉพาะอย่างหลังที่เกี่ยวข้องกับนักลงทุนอย่างเราๆ

เงินของคนอื่น คือเงินของใคร ?
ใครก็ได้ครับที่เค้าให้คุณยืมเงิน
พอ่แม่ แฟน พ่อตาแม่ยาย เพื่อน ญาติ ธนาคาร หรือ บริษัทหลักทรัพย์

กู้เงินมาลงทุน เสี่ยงมากขึ้น
แต่ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากขึ้น

ยกตัวอย่างนะครับ
สมมุติว่า ผมมีเงินทุนตัวเองอยู่ 1,000,000 บาท
หากผมนำเงิน 1ล้านไปลงทุนในหุ้น
1 ปี ได้ผลตอบแทนมา 20%
ปลายปีพอร์ตผลจะเท่ากับ 1.2ล้านบาท

แต่สมมุติว่า ผมมีเงิน 1ล้าน ทุนของผมเอง
และ ยืมเงินแม่มาอีก 1ล้าน
นำมาลงทุนในหุ้น ได้ผลตอบแทน 20%
ปลายปีผมจะมีพอร์ต 2.4ล้านบาท
ขายหุ้นออกมาให้ได้เงิน 1ล้าน นำเงินไปคืนแม่
ผมจะเหลือมูลค่าพอร์ตสุทธิ 1.4 ล้านบาท
เท่ากับว่าผมลงทุน 1ล้าน ได้กำไร 4แสน
ผลตอบแทนเท่ากับ 40% เลยทีเดียว

แต่บางทีพ่อแม่ แฟน หรือ ญาติเราก็ไม่ได้มีเงินมากมายให้เรายืม
เราก็ต้องหาแหล่งเงินทุนจากภายนอกแหละครับ
ไม่ว่าจะเป็นกู้ธนาคาร สหกรณ์ หรือ
การซื้อหุ้นโดยใช้ margin กับ บริษัทหลักทรัพย์
ซึ่งเงินทุนจากแหล่งเงินทุนเหล่านี้นั้นย่อมมีดอกเบี้ย
อาจจะ 5% 8% แล้วแต่แต่ละแห่งครับ

ทีนี้ลองมาดูว่าหากเรากู้เงินจากแหล่งเงินทุนที่มีดอกเบี้ย
ผลจะเป็นอย่างไร ? ในสถานการณ์เดียวกันนะครับ
เงินทุนตนเอง 1 ล้าน , กู้เงินมาลงทุน อีก1 ล้าน ดอกเบี้ย5%
ผลตอบแทน 20%
ปลายปีเราจะมีเงิน 2.4 ล้านบาท แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ย 5%
เท่ากับ 50,000 บาท คืนเงินกู้ไปอีก 1 ล้าน
จะเหลือเงินอยู่ 1.35 ล้านบาท เท่ากับกำไร 35%
ก็ยัง ok อยู่ใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเกิดเราขาดทุนล่ะ ?
สมมุติฐานเดียวกัน
ทุนตนเอง 1 ล้าน , กู้ 1 ล้าน , ดอกเบี้ย 5%
ผลตอบแทน -20%
ปลายปีเราจะเหลือมูลค่าพอร์ต 1.6 ล้านบาท
หักต้องจ่ายดอกเบี้ย 50,000 คืนเงินกู้อีก 1 ล้าน
จะเหลือมูลค่าพอร์ตสุทธิเพียง 550,000 บาท
เท่ากับว่าเราขาดทุน 45% เลยทีเดียวครับ
เจ็บก็ยิ่งเจ็บหนักครับ หากว่าเรากู้เงินมาลงทุนแล้วขาดทุนนะ
ผลขาดทุนก็จะยิ่งเป็นทวีคูณ

ยิ่งถ้าเป็นบัญชี margin หากหุ้นตกลงมามากๆ
เราอาจโดน Force sell คือ บังคับขาย ณ ราคาต่ำๆนั้น ได้นะครับ

การลงทุนด้วยเงินกู้ จึงมีความเสี่ยงสูงครับ
หากไม่เจอหุ้นตีแตกจริงๆ
อย่าได้ไปหยิบยืมเงินชาวบ้านมาลงทุนครับ
เงินธนาคาร หรือ margin เราเสียแค่เงิน
แต่ถ้าเป็นเงินของคนใกล้ตัว
บางทีอาจจะทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหาได้
ไม่ชัวร์ก็อย่าเสี่ยงเลยครับ
แม้ถ้ากำไร จะกำไรมากขึ้นก็ตาม

แต่ถ้าเจอหุ้นตีแตก ก็ลองพิจารณาดูครับ
ว่าโอกาสทองนี้เหมาะสมจะใช้ "เงินคนอื่น"
มาเร่งความมั่งคั่งของเราหรือไม่ ?


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านโชคดี และ "มีสติ" ในการลงทุนครับ

Thursday, June 2, 2011

0004 : โมเดลออมเงินสู่ความมั่งคั่ง

ผมเชื่อว่าคนเราทุกคนสามารถรวยหรือมั่งคั่งได้
จาก พลังของผลตอบแทนแบบทบต้น ครับ

แม้จะเป็นคนที่มีรายได้ก็ตาม
ขอเพียงแค่มีความรู้ด้านการลงทุน
มีวินัยทางการเงิน
ออมเงิน และ ลงทนอย่างสม่ำเสมอ
แค่นั่นก็เพียงพอแล้วครับ
ที่จะเปลี่ยนฐานะจาก จน , ปานกลาง
สู่ "ความมั่งคั่ง" และมี "อิสรภาพทางการเงิน"


ผมเคยลองคิดโมเดลการออมเงินเล่นๆ ภายใต้สมมุติฐานที่ว่า
หากเราออมเงินปีละเท่าๆกันทุกปีต่อเนื่อง และนำเงินไปลงทุน
ให้ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี โดยนำผลตอบแทนที่ได้ไปลงทุนต่อ
เพื่อให้เกิดการทบต้น จะสามารถเปลี่ยนฐานะเราได้มากแค่ไหน


ลองมาดูกันครับ เอาตัวอย่างแรกก่อนนะครับ

ถ้าคนๆหนึ่ง ออมเงินนำเงินมาลงทุน ปีละ 36,000 บาท ทุกปี
( คิดเสียว่าออมเงินเดือนละ 3,000 บาท )
โดยให้ได้ผลตอบแทนปีละประมาณ 10%
ผลตอบแทนที่ได้ไม่ชักออกมาใช้จ่ายแต่ให้นำไปลงทุนต่อ
เพื่อให้เกิดพลังของผลตอบแทนแบบทบต้น

30 ปีผ่านไป คนๆนี้จะมีพอร์ตเงินลงทุนประมาณ 6ล้านบาท
( จริงๆแล้ว 5.9 ล้านกว่าๆ )

ผลตอบแทนปีแรก จากเงินต้น 36,000 = 3,600 บาท
แต่ผลตอบแทนปีที่ 30 นั้นเท่ากับ 592,178 บาท เลยทีเดียว

ซึ่งถ้าไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมาก ผลตอบแทนปีละ 590,000 บาท
เท่ากับเดือนละประมาณ 49,000 บาท

ก็สามารถเลี้ยงตัวหลังเกษียณได้อย่างสบายๆ


คนที่คิดจะออมเพื่อเกษียณอาจจะเอาไอเดียนี้ไปใช้ก็ได้นะครับ
ขอแค่มีวินัยในการออมและความรู้ในการลงทุน
บางทีอาจจะลงทุนในกองทุน Index Fund แทนการจัดพอร์ตเอง
ก็สามารถทำได้แล้ว ( ผลตอบแทน Index Fund ก็ไม่ได้แย่อะไร )
แค่วินัยทางการเงินจริงๆครับ

จะเห็นได้ว่าปีแรกผลตอบแทน 3,600 บาท
เทียบกับปีที่ 30 จะมีผลตอบแทน 590,000 บาท
เพิ่มขึ้นถึง 164 เท่าเลยทีเดียว

นี่คือพลังของผลตอบแทนแบบทบต้นครับ

หากนำมา plot เป็นกราฟ
เส้นของผลตอบแทนปีแรกๆจะไม่ค่อยโค้งขึ้นเท่าไหร่
แต่ปีหลังๆจะชันขึ้นอย่างมากเลยครับ

นี่ยังไม่รวมถึงความรู้ , ประสบการณ์การลงทุน
ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ทำให้อาจมีโอกาส
สร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 10% อีกด้วยนะครับ


แต่ทั้งหมดนี้มันก็อยู่ที่ตัวเรานั่นแหละครับ
ว่าจะอดทน ตั้งหน้าตั้งตาลงทุนต่อเนื่องพอหรือไม่ ?



ที่นี้มาถึงอีกเคสนึง สมมุติว่า เราเปลี่ยนจากออมปีละ 3,600
มาเป็นออมปีละ 120,000 บาท , ซึ่งไม่ถึอว่าเยอะนะครับ
สำหรับคนที่มีวินัยทางการเงินดีๆ
การออมเงินเฉลี่ยเดือน 10,000 บาทเนี่ย ทำได้สบายๆ
อาจจะออมจากเงินเดือน 5,000 บาทต่อเดือน
ทั้งปีเท่ากับ 60,000 บาท แล้วก็บวกกับโบนัสอีกสัก 60,000
ก็ครบ 120,000 สบายๆ ปีหลังๆยิ่งสบายใหญ่เพราะเงินเดือนเพิ่มทุกปี
แต่เราหักออมเท่าเดิม ( ใครจะออมเพิ่มขึ้นก็ไม่ว่ากันนะครับ )

ที่ผลตอบแทน 10% ต่อปี
ปีแรกเราจะมีผลตอบแทนเท่ากับ 12,000

ปีที่สอง ผลตอบแทนจะเท่ากับ 25,200
จากต้นเงิน คือ 132,000 ทุน 120,000 ในปีแรก + ผลตอบแทน 12,000
+ 120,000 เงินลงทุนเพิ่มในปีที่สอง = 252,000 บาท

ปีที่ 7 จะมีเงินล้านแรก คือพอร์ตจะเท่ากับ 1.1 ล้านบาท

ปีที่ 10 พอร์ตเราจะกลายเป็น 1.9 ล้านบาท

ปีที่ 20 จะกลายเป็น 6.8 ล้าน

และปีที่ 30 จะเพิ่มเป็น 19.7 ล้านบาทเลยทีเดียว

หากเราเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 23 พออายุ 55
ตามโมเดลนี้เราจะมีเงินถึง 26.6 ล้านบาท
คิดที่ผลตอบแทน 10% จะเท่ากับว่า
เราจะมี income ประมาณ 2.6 ล้านบาทต่อปี
นั่นก็คือเท่ากับ เดือนละประมาณ 210,000 เลยทีเดียว
เพียงพอกับการเกษียณไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายในบั้นปลาย

ซึ่งจริงๆแล้วเราจะมีอิสรภาพทางการเงิน
ก่อนหน้าที่เราจะเกษียณด้วยซ้ำ

การมีอิสรภาพทางการเงินจะช่วยให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากขึ้น
นั่นหมายถึง เราจะมีความสุขในขั้นพื้นฐานได้ง่ายขึ้นครับ

ทั้งหมดนี้ ต้องการเพียงแค่
วินัยทางการเงิน และ ความรู้ทางการลงทุน

ซึ่งสร้างได้ไม่ยาก แต่ก็รักษามันไม่ง่ายเช่นกัน

ดังนั้นหากอยากมีชีวิตที่ดีในวันข้างหน้า
เราก็ต้องแลกครับ ในวันนี้เราก็ต้องอดทน

อดเปรี้ยวไว้กินหวาน อร่อยกว่ากันเยอะเลย !


สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่าน โชคดี และ "มีสติ" ในการลงทุนครับ !