การลงทุนจะแพ้หรือชนะ เหตุผลใหญ่น่าจะตัดสินกันที่ใจ
ถ้าจิตใจไม่หนักแน่น มือไม้อ่อนซื้อง่าย ขายคล่อง มีสิทธิ์แพ้สูง
วันนี้ผมก็ทำผิดพลาดอีกครั้งแล้วครับ เฮ้อ!
จากรอบแรกเมื่อราวๆสองอาทิตย์ก่อน
ทะลึ่งอยากได้ BLA เพิ่มเลยเข้าซื้อแบบไม่ต่อราคา
ได้มาซะราคาสูงเชียว แต่ก็ไม่ได้เอามาคิดรวมกับต้นทุนเดิมนะครับ
เพราะการบันทึกการซื้อ-ขายหุ้นในแต่ละไม้นั้น
เราควรบันทึกแยกไม้กันครับ อย่างเช่น
ผมซื้อ BLA ไม้แรก ราคา IPO 13.5 บาท จำนวน 5,000 หุ้น ก็บันทึกไว้
พอซื้อเพิ่มอีก 1,000 หุ้น ราคา 30 บาท ก็บันทึกแยกออกมา
ไม้หลังสุดซื้อ 57 บาท จำนวน 500 หุ้น ก็แยกออกมาอีก
ที่บันทึกแบบนี้ก็เพราะว่า เราจะได้ทราบได้ว่าเราติดดอยไม้ไหนหรือไม่ ?
และจะช่วยให้เรามองเห็นความจริงของพอร์ตเรา
มากกว่าบันทึกแบบราคาเฉลี่ยครับ
หากจะบันทึกราคาเฉลี่ยผมแนะนำว่า
เราควรนำหุ้นมาเฉลี่ยเมื่อสิ้นปีมากกว่า
พอยกไปต้นปีใหม่ก็รวบรายการซะเลย
เพื่อให้ง่ายและสะดวกในการเปรียบเทียบผลตอบแทนจริงในปีถัดไปครับ
แต่หากเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก เราก็ทำแบบเดิมคือบันทึกแบบแยกไม้
และค่อยเอามาเฉลี่ยรวมกันเมื่อสิ้นปีต่อไปครับ
เย้ย! ออกนอกเรื่องความผิดพลาดซะไกลเลย
เหตุการณ์มีอยู่ว่า เมื่อวานเห็นข่าว HMPRO
ประกาศแจกหุ้นปันผล 7: 1 ก็เลยเกิดอยากได้ขึ้นมา
วันนี้ตลาดเปิดก็เลยสอยซะ 10.4 กะ 10.2
โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์อะไรมากมายสักเท่าไหร่
(ส่วนใหญ่คิดในใจ) แม้ว่า HMPRO จะเติบโตได้ดีในระยะยาว
แต่ว่าการที่ผมซื้อหุ้นโดยอยากได้ปุ๊บก็ซื้อปั๊บแบบนี้มันไม่ถูกต้อง
จริๆแล้วผมควรรอซื้อในราคาที่มี MOS มากกว่า
แต่ในการกระทำของผมนั้น ดันเข้าซื้อในราคาที่ไม่ต้องพูดถึงว่ามี MOS
แม้กระทั่ง Upside ของปีนี้ยังแทบไม่เหลือเลย
ทำให้ผมรู้สึกแย่กับจิตใจที่ไม่มั่นคงของผมมากมายเลยครับ
แม้ว่าการซื้อไม้นี้จะเป็นเงินแค่หลักหมื่นก็เถอะ
แต่ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับจำนวนเงินเลย
มันเกี่ยวกับวินัยในการลงทุนของผมต่างหาก...
เฮ้อ! ทำไมใจเรามันควบคุมยากอะไรอย่างนี้นะ
ต้องมารื้อระบบความคิดใหม่อีกรอบแล้วหล่ะครับ!
อีกเรื่องที่ต้องจับตามองก็คือการปรับตัวลงมาของบ้านปู คิดคร่าวๆแล้ว
ลงมา 15% เลยทีเดียว แถมยังมีพวกกลุ่มพลังงานตัวอื่น และ แบงค์ อีก
หากลงไปลึกก็น่าสนใจในการเข้าไปช้อนเพื่อรอเด้ง แต่ปัญหาคือ
ตอนนี้มันยังไม่ใช้จุดที่ลึกมากขนาดนั้น หากเข้าไปมันก็มี 2 ทาง คือ
ลงต่อ ไม่ก็ เด้งกลับ ซึ่งผมคิดว่ายังไม่น่าเสี่ยง ไว้รอมันลงสุดแล้วเด้ง
เราค่อยโดดเกาะเทรนด์ขาเด้งขึ้นมาก็ยังทัน และก็ปลอดภัยกว่าด้วย...
Thursday, August 25, 2011
0015 : Value Visions 23-08-2011
วันนี้ตอนบ่ายคุยกับพี่เบิร์ด (ไม่ใช่พี่เบิร์ด รักทุกคนเลยนะครับ)
พี่เบิร์ด เป็นอดีตพนักงานฯ แต่เกษียณก่อนกำหนดไปก่อน
วันนี้แวะมาหาพี่อีกคน แต่พี่เค้าติดประชุมก็เลยนั่งคุยกะผมก่อน
พี่เบิร์ดสอนผมหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ
เพราะผมชอบฟังเรื่องนี้ก็เลยทำให้คุยกันถูกคอครับ
ตอนแรกผมก็ถามพี่เบิร์ดไปก่อนว่า
ราคาทองมีโอกาสจะตกรุนแรงไหม ?
พี่เบิร์ดก็ตอบว่า โอกาสน้อยมาก
เพราะอะไรรู้ไหม... จะเล่าให้ฟัง...
เริ่มจากปัจจุบันคนอินเดีย กับ คนจีน เริ่มมีฐานะดีขึ้น
เมื่อก่อนจะเป็นในรูปของ หากจะทำเกษตรคนอินเดีย
จะขายทองเพื่อเอาทุนมาทำเกษตร พอขายผลิตผลได้
ก็จะเอาเงินไปซื้อทอง แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ เค้าเริ่มมีฐานะดีขึ้น
ทำให้สามารถมีเงินมาซื้อทองเก็บสะสมหรือให้เป็นของขวัญ
แก่กันได้ ทำให้ความต้องการทอง เปลี่ยนไป...
อีกสาเหตุก็คือ การที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เปลี่ยนมุมมอง
ที่มีต่อเงิน USD หันมาเก็บทองแทน ทำให้ราคาที่ขึ้นมาแรง
ส่วนนึงก็เกิดจากรัฐบาลจีน อินเดีย เกาหลี ฯลฯ
ซึ่งไม่ต้องการถือ USD เพิ่มและพยายามลดหันมาถือทองแทน
จากนั้นพี่เค้าก็ถามผมว่า ส่วนใหญ่คนที่ซื้อทองแท่ง
เอาเงินที่ไหนมาซื้อ ผมก็ตอบไปว่า เงินออม , พี่เค้าก็ว่า ใช่
ส่วนใหญ่คนเอาเงินเย็นมาซื้อทอง เพราะงั้นถ้าราคามันตกลงไป
เค้าไม่ขายกันหรอก มีแต่กอดไว้ อย่างน้อยต้องกำไร
เค้าถึงจะขายจริงไหม ? เพราะงั้นราคามันจึงไม่ดิ่งลงแรง
แบบที่คนพากันเทขายหุ้นหนีตาย
พี่เค้ายังเล่าอีกว่า ที่ราคาทองขึ้นแรงช่วงที่ผ่านมา เพราะ ต้นทุน
เหมืองทองใน USA ปัจจุบันเพิ่มขึ้น 300% ที่ราคาทองเพิ่มขึ้นน่ะ
ถูกแล้ว เพราะ Cost เพิ่ม ราคาขายจะไม่เพิ่มได้อย่างไร ?
ผมก็เลยแอบถามไปว่า พี่กะราคาทองไว้สักเท่าไหร่ ?
พี่เค้าก็ตอบว่า ประมาณ 35,000 บาท : 1 บาท ( ทอง )
( ก็ต้องฟังหูไว้หู ดูกันต่อไปนะครับ! )
จากนั้นก็คุยเรื่องการเงินการลงทุนแบบอื่น
พี่เค้าก็บอกว่าให้แบ่งเงินทุกๆเดือนมาออมในทองบ้าง
หากเก็บได้เป็นก้อนก็เอาไปซื้อที่ดิน โดยหากจะซื้อที่ดินเปล่า
ต้องเลือกที่ทำเลงามๆ ราคามันถึงจะขึ้น เวลาขายต่อกำไรจะดีมาก
หรือไม่ก็หากทุนหนา วันหน้าก็ใช้ทำโครงการตึกแถว หรือ Town House ได้
รายได้เราควรจะมีจากหลายๆทาง ทั้งจากดอกเบี้ย ค่าเช่า และเงินปันผล
อีกแบบก็คือซื้อที่นาผืนงามๆเก็บไว้ เพราะปัจจุบันที่นาหาซื้อยาก
เพราะคนต้องการมาก ยุคนี้ข้าวแพง เราซื้อทิ้งไว้ให้เค้าเช่าทำนา
เราก็ได้ข้าวกินตลอด ไม่ต้องไปซื้อกิน เรียกได้ว่ามีที่นาไว้ก็ไม่ต้องกลัวอด
( แต่ต้องดูว่าที่นาผืนนั้นน้ำท่วมรึเปล่าด้วยนะ )
พี่เค้าก็ยกตัวอย่างเพื่อนร่วมงานที่เก็บออมจนร่ำรวยให้ฟัง
เป็น 10 Case เลย บางคนเก็บทอง บางคนเก็บที่ดิน
อย่างพี่เค้าก็มีทองแท่งอยู่ประมาณ 80 บาท ออม ไม่รวมพวก
แหวนสร้อยอีกประมาณชามน้ำแกงอีกชามนึง
ที่ดินนี่ไม่ต้องพูดถึง หลายแปลงมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว
และก็มีพระเครื่องอีกหลายชุด (ราคาแต่ละองค์ก็เป็นล้าน - -)
เค้าบอกเก็บออมมาตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน แต่ก็ได้ครอบครัวส่งเสริมด้วย
พี่เค้าก็บอกว่ารุ่นใหม่ๆอย่างเราเนี่ย โอกาสในการลงทุนเยอะมาก
ไม่เหมือนสมัยก่อน มีแต่ทอง กะ ที่ดิน ปัจจุบันมีหุ้นต่างๆ
ให้เลือกลงทุนเยอะแยะ แต่เสียอย่างเดียวคนสมัยนี้
ออมเงินไม่ค่อยได้ มัวแต่ใช้จ่ายกัน อย่างทำงานไม่ทันไรก็ซื้อรถป้ายแดง
หน้าบานไป 3 วัน แต่ลองเอารถใหม่คันนั้นไปขายสิ ราคาลดไปเป็นเกือนครึ่ง
เราต้องสร้างรายได้เอาไว้ให้วันข้างหน้า ไม่ใช่ว่ามาลำบากตอนแก่
แล้วก็ยกตัวอย่างคนที่เกษียณไปแต่ชีวิตหลังเกษียณลำบาก
เพราะตอนทำงานอยู่ไม่รู้จักวางแผนเก็บออมเงิน
ส่วนเรื่องหุ้นก็คุยกันนิดหน่อย
พี่เค้าก็ให้มุมมองว่า ช่วงนี้ฝรั่งขายหนัก ตอนนี้หากมีหุ้น
ควรขายหุ้นเอากำไรออกมาเป็นเงินสดหรือพักเงินไว้ในทอง
ไม่ก็ดูหุ้นเป็นรายตัว ควรถือหุ้นที่แข็งแกร่ง เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ
อย่าเพิ่งไปเล่นพวกที่เกี่ยวกับต่างประเทศ เพราะเมืองนอกสถานการณ์ไม่ดี
รอมันลงมาหนักๆค่อยเอาเงินสดที่เทคกำไรออกมานั่นไปช้อนดีกว่า
( มุมมองตรงกับเราเลยแฮะ แหะๆ )
คุยกับพี่เค้าเสร็จก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาอีกอักโข
ต่อไปนี้จะตั้งใจเก็บออมและวางแผนลงทุนให้ดียิ่งขึ้นครับ
สู้ต่อไป เพื่ออิสรภาพทางการเงิน โว้ย !
พี่เบิร์ด เป็นอดีตพนักงานฯ แต่เกษียณก่อนกำหนดไปก่อน
วันนี้แวะมาหาพี่อีกคน แต่พี่เค้าติดประชุมก็เลยนั่งคุยกะผมก่อน
พี่เบิร์ดสอนผมหลายเรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ
เพราะผมชอบฟังเรื่องนี้ก็เลยทำให้คุยกันถูกคอครับ
ตอนแรกผมก็ถามพี่เบิร์ดไปก่อนว่า
ราคาทองมีโอกาสจะตกรุนแรงไหม ?
พี่เบิร์ดก็ตอบว่า โอกาสน้อยมาก
เพราะอะไรรู้ไหม... จะเล่าให้ฟัง...
เริ่มจากปัจจุบันคนอินเดีย กับ คนจีน เริ่มมีฐานะดีขึ้น
เมื่อก่อนจะเป็นในรูปของ หากจะทำเกษตรคนอินเดีย
จะขายทองเพื่อเอาทุนมาทำเกษตร พอขายผลิตผลได้
ก็จะเอาเงินไปซื้อทอง แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่ เค้าเริ่มมีฐานะดีขึ้น
ทำให้สามารถมีเงินมาซื้อทองเก็บสะสมหรือให้เป็นของขวัญ
แก่กันได้ ทำให้ความต้องการทอง เปลี่ยนไป...
อีกสาเหตุก็คือ การที่รัฐบาลประเทศต่างๆ เปลี่ยนมุมมอง
ที่มีต่อเงิน USD หันมาเก็บทองแทน ทำให้ราคาที่ขึ้นมาแรง
ส่วนนึงก็เกิดจากรัฐบาลจีน อินเดีย เกาหลี ฯลฯ
ซึ่งไม่ต้องการถือ USD เพิ่มและพยายามลดหันมาถือทองแทน
จากนั้นพี่เค้าก็ถามผมว่า ส่วนใหญ่คนที่ซื้อทองแท่ง
เอาเงินที่ไหนมาซื้อ ผมก็ตอบไปว่า เงินออม , พี่เค้าก็ว่า ใช่
ส่วนใหญ่คนเอาเงินเย็นมาซื้อทอง เพราะงั้นถ้าราคามันตกลงไป
เค้าไม่ขายกันหรอก มีแต่กอดไว้ อย่างน้อยต้องกำไร
เค้าถึงจะขายจริงไหม ? เพราะงั้นราคามันจึงไม่ดิ่งลงแรง
แบบที่คนพากันเทขายหุ้นหนีตาย
พี่เค้ายังเล่าอีกว่า ที่ราคาทองขึ้นแรงช่วงที่ผ่านมา เพราะ ต้นทุน
เหมืองทองใน USA ปัจจุบันเพิ่มขึ้น 300% ที่ราคาทองเพิ่มขึ้นน่ะ
ถูกแล้ว เพราะ Cost เพิ่ม ราคาขายจะไม่เพิ่มได้อย่างไร ?
ผมก็เลยแอบถามไปว่า พี่กะราคาทองไว้สักเท่าไหร่ ?
พี่เค้าก็ตอบว่า ประมาณ 35,000 บาท : 1 บาท ( ทอง )
( ก็ต้องฟังหูไว้หู ดูกันต่อไปนะครับ! )
จากนั้นก็คุยเรื่องการเงินการลงทุนแบบอื่น
พี่เค้าก็บอกว่าให้แบ่งเงินทุกๆเดือนมาออมในทองบ้าง
หากเก็บได้เป็นก้อนก็เอาไปซื้อที่ดิน โดยหากจะซื้อที่ดินเปล่า
ต้องเลือกที่ทำเลงามๆ ราคามันถึงจะขึ้น เวลาขายต่อกำไรจะดีมาก
หรือไม่ก็หากทุนหนา วันหน้าก็ใช้ทำโครงการตึกแถว หรือ Town House ได้
รายได้เราควรจะมีจากหลายๆทาง ทั้งจากดอกเบี้ย ค่าเช่า และเงินปันผล
อีกแบบก็คือซื้อที่นาผืนงามๆเก็บไว้ เพราะปัจจุบันที่นาหาซื้อยาก
เพราะคนต้องการมาก ยุคนี้ข้าวแพง เราซื้อทิ้งไว้ให้เค้าเช่าทำนา
เราก็ได้ข้าวกินตลอด ไม่ต้องไปซื้อกิน เรียกได้ว่ามีที่นาไว้ก็ไม่ต้องกลัวอด
( แต่ต้องดูว่าที่นาผืนนั้นน้ำท่วมรึเปล่าด้วยนะ )
พี่เค้าก็ยกตัวอย่างเพื่อนร่วมงานที่เก็บออมจนร่ำรวยให้ฟัง
เป็น 10 Case เลย บางคนเก็บทอง บางคนเก็บที่ดิน
อย่างพี่เค้าก็มีทองแท่งอยู่ประมาณ 80 บาท ออม ไม่รวมพวก
แหวนสร้อยอีกประมาณชามน้ำแกงอีกชามนึง
ที่ดินนี่ไม่ต้องพูดถึง หลายแปลงมากจนจำไม่หวาดไม่ไหว
และก็มีพระเครื่องอีกหลายชุด (ราคาแต่ละองค์ก็เป็นล้าน - -)
เค้าบอกเก็บออมมาตั้งแต่ปีแรกที่ทำงาน แต่ก็ได้ครอบครัวส่งเสริมด้วย
พี่เค้าก็บอกว่ารุ่นใหม่ๆอย่างเราเนี่ย โอกาสในการลงทุนเยอะมาก
ไม่เหมือนสมัยก่อน มีแต่ทอง กะ ที่ดิน ปัจจุบันมีหุ้นต่างๆ
ให้เลือกลงทุนเยอะแยะ แต่เสียอย่างเดียวคนสมัยนี้
ออมเงินไม่ค่อยได้ มัวแต่ใช้จ่ายกัน อย่างทำงานไม่ทันไรก็ซื้อรถป้ายแดง
หน้าบานไป 3 วัน แต่ลองเอารถใหม่คันนั้นไปขายสิ ราคาลดไปเป็นเกือนครึ่ง
เราต้องสร้างรายได้เอาไว้ให้วันข้างหน้า ไม่ใช่ว่ามาลำบากตอนแก่
แล้วก็ยกตัวอย่างคนที่เกษียณไปแต่ชีวิตหลังเกษียณลำบาก
เพราะตอนทำงานอยู่ไม่รู้จักวางแผนเก็บออมเงิน
ส่วนเรื่องหุ้นก็คุยกันนิดหน่อย
พี่เค้าก็ให้มุมมองว่า ช่วงนี้ฝรั่งขายหนัก ตอนนี้หากมีหุ้น
ควรขายหุ้นเอากำไรออกมาเป็นเงินสดหรือพักเงินไว้ในทอง
ไม่ก็ดูหุ้นเป็นรายตัว ควรถือหุ้นที่แข็งแกร่ง เกี่ยวกับการบริโภคในประเทศ
อย่าเพิ่งไปเล่นพวกที่เกี่ยวกับต่างประเทศ เพราะเมืองนอกสถานการณ์ไม่ดี
รอมันลงมาหนักๆค่อยเอาเงินสดที่เทคกำไรออกมานั่นไปช้อนดีกว่า
( มุมมองตรงกับเราเลยแฮะ แหะๆ )
คุยกับพี่เค้าเสร็จก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาอีกอักโข
ต่อไปนี้จะตั้งใจเก็บออมและวางแผนลงทุนให้ดียิ่งขึ้นครับ
สู้ต่อไป เพื่ออิสรภาพทางการเงิน โว้ย !
Wednesday, August 17, 2011
0014 : กับดักของสินค้าผ่อน 0%
กับดักของสินค้าผ่อน 0%
" การตัดสินใจซื้อสินค้าของเราจะง่ายขึ้น
ถ้าหากเราไม่ได้จ่ายราคาค่างวดนั้นเป็นเงินสด "
ในทางจิตวิทยาเค้าพูดเอาไว้ประมาณนั้นนะครับ
การซื้อสินค้าชิ้นเดียวกัน ราคาเท่ากัน
แต่วิธีการจ่ายเงินแตกต่างกันนั้น
จะทำให้ความยากง่ายในการตัดสินใจของเราแตกต่างกันไปด้วย
ยกตัวอย่าง มีนาฬิกาเรือนหนึ่ง ซึ่งเราอยากได้ ราคา 50,000 บาท
ถ้าหาก ณ ช่วงเวลานั้นเรามีเงินสด 50,000 บาท พอดีเป๊ะ
การตัดสินใจใช้เงินสดซื้อนาฬิกาเรือนนั้นจะยากมาก
เพราะถ้าเราซื้อเงินในกระเป๋าเราจะวูบหายไปในทันที
( แถมไม่มีตังค์ขึ้นรถกลับบ้านอีก )
แต่ถ้าเรามีเงินในกระเป๋า 1,000 บาท พร้อมบัตรเครดิตวงเงิน
100,000 บาท อีก 1 ใบ การตัดสินใจซื้อนาฬิกาเรือนนั้นจะง่ายขึ้นมาก
เพราะรูดบัตรซื้อไปแล้ว เงินในกระเป๋าไม่ลด เดินชิลไปโบก Taxi กลับบ้าน
จะมารู้ตัวอีกทีตอนใบแจ้งหนี้มาถึงหน้าบ้าน
( แล้วก็คร่ำครวญในใจ กูไม่น่ารูดเล๊ย !
ถ้าชำระขั้นต่ำก็โดนดอกเบี้ย ชำระหมดเงินก็หดหาย T T )
แต่ปัจจุบันหลายบริษัทได้ทำโปรโมชั่น ผ่อน 0%
อาจจะระยะเวลาผ่อน 6 เดือนบ้าง 10 เดือนบ้าง
ทำให้ผู้บริโภครู้สึกเหมือนได้เปรียบโคตรๆ
แต่อันที่จริง ผมคิดว่านั้นเป็นกับดักอันแยบยล
ที่เค้าพยายามดึงตังค์ออกจากกระเป๋าเราไปใช้จ่าย
กลายเป็นรายได้เข้ากระเป๋าเค้า
ลองคิดดูอย่างตัวอย่างนาฬิกาเรือนข้างบน
หากเรามีเงินสด เรายากที่จะตัดสินใจซื้อ
หากเรามีบัตรเครดิต เราตัดสินใจง่ายขึ้น
แต่ก็ยังต้องชั่งใจเพราะหากถึงกำหนดชำระ
แล้วไม่ได้ชำระทั้งยอดก็จะโดนดอกเบี้ยอัตรา 20%
แต่หากมีโปรโมชั่นผ่อน 0%
เราแทบไม่ต้องคิดเลย เพราะได้ซื้อสินค้าราคาเท่าเดิม
แบ่งจ่ายได้เป็นหลายงวด
แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า
แม้สิ่งที่เราเสียจะไม่ใช่ดอกเบี้ย
แต่เราก็เสียเงินของเราไป
แลกกับสินค้าที่เราอาจจะไม่ตัดสินใจซื้อถ้าไม่มีโปรโมชั่นนี้
( แสดงว่ามันไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่ ซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ได้ )
และเราก็เสียโอกาสในการออมเงิน
ปกติเราอาจจะเก็บเงินได้เดือนละ 5,000 บาท มาโดยตลอด
แต่วันนึงเราเกิดหลวมตัวซื้อสินค้าโดยผ่อนแบบ 0% 10เดือน
เท่ากับว่าจากนี้ไปอีก 10เดือน เราจะไม่ได้ออมเงินเหมือนอย่างเคย
เงิน 5,000 บาท ที่เคยออมได้ในทุกๆเดือน
กลับต้องกลายมาเป็นค่าผ่อนชำระสินค้า
และบางทีหากเรารู้ไม่ทันกิเลสของตัวเอง
พอเราผ่อนชิ้นที่ 1 เสร็จ เราก็จะหาชิ้นที่ 2 ที่ 3 ตามมา
กลายเป็นว่าวินัยในการออมเงินที่เคยมี
กลับกลายเป็นวินัยในการใช้จ่ายไปซะแล้ว
เพราะงั้น ผมจึงอยากเตือนว่า
ก่อนจะซื้ออะไร ผ่อนอะไร โปรดคิดให้ดีๆนะครับ
ว่าของสิ่งนั้นมันจำเป็นที่เราต้องซื้อมันจริงหรือไม่...
หรือมันเป็นเพียงแค่กับดักของลัทธิ " บริโภคนิยม "
0013 : Value Visions 10-08-2011
บนเส้นทางการลงทุนของผม จากที่เคยเรียบง่าย
ไม่มีหลุมมีบ่อ ไม่ค่อยจะมีอุปสรรคใดๆมากีดขวาง
แต่ ณ วันที่ 5 สิงหาฯ 2554 นั้น กลับเจอบททดสอบแรกในชีวิต
นั่นก็คือการที่ USA ถูก S&P ปรับลดเครดิต
ทำให้หุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงทันที ( ราวๆ 5% )
ตลาดหุ้นไทยในวันนั้นก็ไม่รอดเช่นกัน
ณ วันนั้นหุ้นในพอร์ตของผมมูลค่าลดลงไปประมาณ 2%
ผมก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เพราะต้องการรอดูสถานการณ์ก่อน
ก็เริ่มยอดซื้อขายสุทธิของตลาด ปรากฏว่า นลท. ต่างประเทศ
ขายสุทธิ เงินบาทก็อ่อนค่ามากขึ้น ทำให้ผมคิดว่า ฝรั่งเริ่มหนีกลับ
เหล่ากองทุนในต่างประเทศน่าจะเทขายหุ้นเพื่อถือเงินสด
เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์การขายคืนหน่วยลงทุน
วันจันทร์ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น แต่พอร์ตผมก็ยังแข็งแกร่งเช่นเดิม
หุ้นตัวหลักในพอร์ตราคาปิดเท่าเดิม แต่ตัวอื่นๆลดลง 2-3%
ผมจึงเริ่มกังวลใจมากขึ้น เนื่องจาก ณ เวลานั้น
มีหุ้นอยู่ 110% ( คือใช้มาร์จิ้น 10% )
ผมลังเลใจระหว่างการขายหุ้นออก 30% เพื่อลดมาร์จิ้น
และกลับมาถือเงินสดอีก 20% กับการทนถือฝ่าวิกฤตไป
หรืออย่างน้อยก็ลดพอร์ตให้เหลือ 100%
ซึ่งผมมองว่า ณ เวลานั้น USA เหมือนยังไม่เจอทางออก
และอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2008 อีกครั้ง
สุดท้ายแล้ว ณ เช้าวันอังคารที่ 9 ผมเลือก ลดพอร์ตลง 30%
เพื่อกลับมาถือเงินสด เผื่อว่าเหตุการณ์มันจะกลับไปย่ำแย่
แบบปี 2008 อีกครั้ง ผมตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะว่า
ผมต้องการลดมาร์จิ้นและชักกำไร ให้ออกมาเป็นเงินสดในมือ
อย่างน้อยในสถานการณ์ที่เรามองอะไรไม่เห็น
ถ้าเรากำเงินสดอยู่ ยังไงเราก็ได้เปรียบ
แต่ช่วงบ่าย ผมลองทำ SAP เล่นๆ โดตั้รับต่ำกว่าเยอะ
แล้วก็ทำงานจนลืมไปว่าตั้งรับไว้ มาดูอีกที
อ้าว ! มีคนขายให้กรูซะงั้น ก็กลายเป็นว่าตอนนี้ถือหุ้น 100%เหมือนเดิม
และวันที่ 9 ช่วงดึก USA ก็ประกาศนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจ
( แก้ผ้าเอาหน้ารอด ) โดยตรึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษเอาไว้ 2 ปี
ทำให้หุ้นทั้งโลกบวกกลับมาอีกครั้ง แน่นอนว่า SET ในวันรุ่งขึ้นก็เช่นกัน
มีเพื่อนแซวผมว่า แบบนี้ก็ลดพอร์ตขายหมูสิ
ผมก็ไม่ว่าอะไร ยอมรับว่าขายหมู
แต่ผมคิดว่าผมตัดสินใจไม่ผิด และผมยังทำตามแผนที่ได้ไตร่ตรองไว้
ซึ่งผมถือว่าความมีวินัยต่อแผนการที่เราวางไว้
เป็นข้อสำคัญข้อหนึ่งในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ
อย่าลืมว่า ณ วันนี้คือการมองไปในอดีต
เราอาจจะเห็นว่าเป็นการขายหมู
แต่ ณ วันนั้นที่ตลาดแดงทั้วโลก
Fund Flow ไหลออกไทยเกือบหมื่นล้านในวันเดียว
และถ้าเกิด USA ไม่ออกมาตรการตรึงดอกเบี้ย
บางทีคนที่ขายหมูอาจจะโชคดีกว่าคนที่หุ้นเต็มพอร์ตด้วยซ้ำ
อย่าลืมว่าหากวิกฤตมา คนที่ถือเงินสด เป็นผู้ที่มีโอกาสชนะมากกว่าใคร !
( ยกเว้นพวกที่ Short Future นะ )
อันนี้เป็นความรู้ที่แอบจดมาจาก Facebook ของ พี่บอย
Vivitawin Krerngkamjornkij นะครับ
" นลท.ที่พยายามใช้เทคนิคกราฟหรือรูปแบบ
ในการทำนายอนาคตแล้วผิดบ่อยๆมักจะเกิดอาการเครียด
อันที่จริงแล้วกราฟไว้ใช้ป้องกันความเสี่ยงไม่ใช่การทำนาย "
สมมติ ถ้าเราเอา เส้น sma100day เป็นเกณฑ์
ถ้าเหนือเส้นนี้ก็เพิ่มหุ้น ถ้าใต้เส้นนี้ก็ลดหุ้น หรือ
ถ้าหลุด sma200day ก็ล้างพอร์ต ถ้าขึ้นมาก็ค่อยซื้อหุ้น
แม้จะไม่ได้ทำให้รวยเร็วในช่วงsideway
แต่ความเสี่ยงในการที่จะขาดทุนหนักๆในช่วงวิกฤตก็แทบไม่มี
และเวลาฟื้นจากวิกฤตขาขึ้นก็ถือหุ้นได้นานขึ้นก็รวยได้
เราลงทุนในตลาดฯ การละเลยสภาพตลาดไปเลยผมว่าเสี่ยงมากนะครับ
บางทีขายไปถูกกว่าแต่พอมายืนได้เราก็อาจจะต้องซื้อคืนแพงกว่า
แต่ถ้ามันลงอีกก็ต้องขายอีก ผมเข้าใจว่ามันขัดใจคนเล่นแนวพื้นฐาน
แต่มันคือการป้องกันความเสี่ยง
ก็คล้ายๆกับการเสียเบี้ยประกันชีวิตให้พอร์ตเราอ่ะครับ
ดีกว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
อีกอย่างคือเราไม่เทพก็จัดการตามฐานะของเราแบบไม่โลภมากดีกว่า
เอาสบายใจเข้าว่า อิอิ
ไม่มีหลุมมีบ่อ ไม่ค่อยจะมีอุปสรรคใดๆมากีดขวาง
แต่ ณ วันที่ 5 สิงหาฯ 2554 นั้น กลับเจอบททดสอบแรกในชีวิต
นั่นก็คือการที่ USA ถูก S&P ปรับลดเครดิต
ทำให้หุ้นทั่วโลกปรับตัวลงอย่างรุนแรงทันที ( ราวๆ 5% )
ตลาดหุ้นไทยในวันนั้นก็ไม่รอดเช่นกัน
ณ วันนั้นหุ้นในพอร์ตของผมมูลค่าลดลงไปประมาณ 2%
ผมก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่ เพราะต้องการรอดูสถานการณ์ก่อน
ก็เริ่มยอดซื้อขายสุทธิของตลาด ปรากฏว่า นลท. ต่างประเทศ
ขายสุทธิ เงินบาทก็อ่อนค่ามากขึ้น ทำให้ผมคิดว่า ฝรั่งเริ่มหนีกลับ
เหล่ากองทุนในต่างประเทศน่าจะเทขายหุ้นเพื่อถือเงินสด
เพื่อที่จะรับมือกับสถานการณ์การขายคืนหน่วยลงทุน
วันจันทร์ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น แต่พอร์ตผมก็ยังแข็งแกร่งเช่นเดิม
หุ้นตัวหลักในพอร์ตราคาปิดเท่าเดิม แต่ตัวอื่นๆลดลง 2-3%
ผมจึงเริ่มกังวลใจมากขึ้น เนื่องจาก ณ เวลานั้น
มีหุ้นอยู่ 110% ( คือใช้มาร์จิ้น 10% )
ผมลังเลใจระหว่างการขายหุ้นออก 30% เพื่อลดมาร์จิ้น
และกลับมาถือเงินสดอีก 20% กับการทนถือฝ่าวิกฤตไป
หรืออย่างน้อยก็ลดพอร์ตให้เหลือ 100%
ซึ่งผมมองว่า ณ เวลานั้น USA เหมือนยังไม่เจอทางออก
และอาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์แบบปี 2008 อีกครั้ง
สุดท้ายแล้ว ณ เช้าวันอังคารที่ 9 ผมเลือก ลดพอร์ตลง 30%
เพื่อกลับมาถือเงินสด เผื่อว่าเหตุการณ์มันจะกลับไปย่ำแย่
แบบปี 2008 อีกครั้ง ผมตัดสินใจแบบนี้ก็เพราะว่า
ผมต้องการลดมาร์จิ้นและชักกำไร ให้ออกมาเป็นเงินสดในมือ
อย่างน้อยในสถานการณ์ที่เรามองอะไรไม่เห็น
ถ้าเรากำเงินสดอยู่ ยังไงเราก็ได้เปรียบ
แต่ช่วงบ่าย ผมลองทำ SAP เล่นๆ โดตั้รับต่ำกว่าเยอะ
แล้วก็ทำงานจนลืมไปว่าตั้งรับไว้ มาดูอีกที
อ้าว ! มีคนขายให้กรูซะงั้น ก็กลายเป็นว่าตอนนี้ถือหุ้น 100%เหมือนเดิม
และวันที่ 9 ช่วงดึก USA ก็ประกาศนโยบายแก้ไขเศรษฐกิจ
( แก้ผ้าเอาหน้ารอด ) โดยตรึงอัตราดอกเบี้ยพิเศษเอาไว้ 2 ปี
ทำให้หุ้นทั้งโลกบวกกลับมาอีกครั้ง แน่นอนว่า SET ในวันรุ่งขึ้นก็เช่นกัน
มีเพื่อนแซวผมว่า แบบนี้ก็ลดพอร์ตขายหมูสิ
ผมก็ไม่ว่าอะไร ยอมรับว่าขายหมู
แต่ผมคิดว่าผมตัดสินใจไม่ผิด และผมยังทำตามแผนที่ได้ไตร่ตรองไว้
ซึ่งผมถือว่าความมีวินัยต่อแผนการที่เราวางไว้
เป็นข้อสำคัญข้อหนึ่งในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ
อย่าลืมว่า ณ วันนี้คือการมองไปในอดีต
เราอาจจะเห็นว่าเป็นการขายหมู
แต่ ณ วันนั้นที่ตลาดแดงทั้วโลก
Fund Flow ไหลออกไทยเกือบหมื่นล้านในวันเดียว
และถ้าเกิด USA ไม่ออกมาตรการตรึงดอกเบี้ย
บางทีคนที่ขายหมูอาจจะโชคดีกว่าคนที่หุ้นเต็มพอร์ตด้วยซ้ำ
อย่าลืมว่าหากวิกฤตมา คนที่ถือเงินสด เป็นผู้ที่มีโอกาสชนะมากกว่าใคร !
( ยกเว้นพวกที่ Short Future นะ )
อันนี้เป็นความรู้ที่แอบจดมาจาก Facebook ของ พี่บอย
Vivitawin Krerngkamjornkij นะครับ
" นลท.ที่พยายามใช้เทคนิคกราฟหรือรูปแบบ
ในการทำนายอนาคตแล้วผิดบ่อยๆมักจะเกิดอาการเครียด
อันที่จริงแล้วกราฟไว้ใช้ป้องกันความเสี่ยงไม่ใช่การทำนาย "
สมมติ ถ้าเราเอา เส้น sma100day เป็นเกณฑ์
ถ้าเหนือเส้นนี้ก็เพิ่มหุ้น ถ้าใต้เส้นนี้ก็ลดหุ้น หรือ
ถ้าหลุด sma200day ก็ล้างพอร์ต ถ้าขึ้นมาก็ค่อยซื้อหุ้น
แม้จะไม่ได้ทำให้รวยเร็วในช่วงsideway
แต่ความเสี่ยงในการที่จะขาดทุนหนักๆในช่วงวิกฤตก็แทบไม่มี
และเวลาฟื้นจากวิกฤตขาขึ้นก็ถือหุ้นได้นานขึ้นก็รวยได้
เราลงทุนในตลาดฯ การละเลยสภาพตลาดไปเลยผมว่าเสี่ยงมากนะครับ
บางทีขายไปถูกกว่าแต่พอมายืนได้เราก็อาจจะต้องซื้อคืนแพงกว่า
แต่ถ้ามันลงอีกก็ต้องขายอีก ผมเข้าใจว่ามันขัดใจคนเล่นแนวพื้นฐาน
แต่มันคือการป้องกันความเสี่ยง
ก็คล้ายๆกับการเสียเบี้ยประกันชีวิตให้พอร์ตเราอ่ะครับ
ดีกว่าเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย
อีกอย่างคือเราไม่เทพก็จัดการตามฐานะของเราแบบไม่โลภมากดีกว่า
เอาสบายใจเข้าว่า อิอิ
0012 : คำถามที่คนไม่เล่นหุ้นชอบถาม
ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ทิ้ง Blog ให้รกร้าง หยากไย่ยุบยับนะครับ
ที่หายไปนานก็เพราะว่า ช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่ายังโง่งมในเรื่องการลงทุน
และมีเรื่องที่ต้องศึกษาเพิ่มอีกมากครับ ก็เลยหลบไปฝึกวิชามา
แต่ก็นะ คนธรรมดาอย่างผมเรียนรู้ไปก็ไวได้เท่าคนธรรมดา
ก็ต้องอาศัยความพยายามกันต่อไปหล่ะครับ !
ช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา
มีคนมาทักผมประมาณว่า เล่นหุ้นด้วยเหรอ ?
เล่นตัวไหนยังไงบ้าง ? , ไม่กลัวขาดทุนเหรอ ?
เยอะแยะเหลือเกินครับ...
ปัญหาของผมก็คือว่า เวลาถูกถามคำถามเหล่านี้ผมไม่รู้จะตอบยังไง
ไอ่ครั้นจะกดไหล่ไอ่คนถามให้นั่งลงฟังเราอธิบาย
แนวทางการลงทุนแบบ VI มันก็กระไรอยู่
ผมก็เลยพยายามคิดหาคำตอบที่เอาไว้ใช้ตอบ
คนที่เข้ามาทักเข้ามาถามเกี่ยวกับเรื่อง เล่นหุ้น ครับ
คิดเอาไว้ก่อน เผื่อเวลาเจอคนถาม
จะได้ไม่ต้องมานั่งเรียบเรียงประโยคคำตอบ แฮ่ๆ
อย่างคำถามที่ว่า เล่นหุ้นด้วยเหรอ ? เล่นแนวไหน ?
ก็คงต้องตอบโดยอธิบายการลงทุนแนว VI ให้สั้นที่สุดครับ
" เล่นหุ้นแนว ถือยาว เน้นซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ตอนที่มันตกลงมาราคาถูกๆ "
ผมว่าผมพยายามอธิบาย VI ให้เป็นแบบบ้านๆที่สุดแล้วนะครับ
ถ้าพี่ท่านไม่เข้าใจสงสัยต้องตอบแบบกวนตีนว่า
เล่นหุ้นแบบ " ซื้อถูก ขายแพง " แล้วหล่ะ
ส่วนไอ่คำถามที่ว่าเล่นตัวไหนยังไง มีหุ้นเด็ดตัวไหนแนะนำบ้าง
ข้อนี้ตอบยากจริงๆนะครับ เพราะเงินคุณ ไม่ใช้เงินผม
ถ้าผมแนะนำคุณแล้วคุณดันไปซื้อตามแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
เกิดเจ๊งขึ้นมา ผมก็ซวยอีก และอีกอย่างก็คือ
ผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะเข้ามา เล่นหุ้น ด้วยจุดประสงค์กลใด
จะเข้ามาเล่นเก็งกำไรช่วงสั้นๆ หาตังค์กินหนม
หรือเข้ามาแบบลงทุนยาวๆ เพื่อหาผลตอบแทนที่ดีก่าเงินฝาก
หรือลงทุนเพื่อสร้าง Asset for Passive Income ก็ไม่รู้
ถ้าเจอถามแบบนี้ผมก็คงตอบกลางๆไปประมาณนี้ครับ...
" ช่วงนี้หุ้นดูเหมือนจะแพงๆ ไม่มีตัวไหนแนะนำครับ
ผมยังถือเงินสดรอดูท่าทีอยู่เลย "
คือไม่ได้ขี้เหนียวอะไรหรอกนะ แต่ถ้าคุณค้นหาคำตอบว่า
" คุณลงทุนไปเพื่ออะไร ? " ได้แล้ว
เราค่อยมาคุยกันเรื่องการบ้านหุ้นจะดีกว่า
การบ้านหุ้นผมมีเพียบเลย มาช่วยกันแกะงบ แกะกราฟสิ หุหุ
คำถามที่เจอบ่อยและตอบลำบากอีกคำถามนึงก็คือ
" ไม่กลัวขาดทุนเหรอ ? "
ส่วนใหญ่จะตอบไปว่า
" ก็อย่าไปเล่นตอนหุ้นแพงสิ เล่นตอนหุ้นถูกโอกาสขาดทุนมันน้อย
แล้วก็เลือกซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ไม่เล่นหุ้นปั่น ระยะยาวยังไงก็ไม่ขาดทุน "
แต่จริงๆในใจก็คิดนะครับว่า
" ใครบ้างไม่กลัวขาดทุน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะหาวิธีลดความเสี่ยง
ที่เราจะขาดทุนให้น้อยที่สุดยังไงต่างหาก ซึ่งมันก็มีหลายวิธี
ไม่ว่าจะเป็น ซื้อหุ้นในช่วงราคาที่มี MOS หรือ
การใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเข้าช่วยดู Trend "
ปัญหาคือถ้าอธิบายออกไป คนฟังมันจะหาาเราบ้านรึป่าว ?
ไอ้นี่พูดห่าอะไรของมันฟระ ?
อีกอย่างที่ผมจะบอกไว้ก็คือ ไม่ว่าคุณจะเป็น Value Investor ระดับเซียน
ที่แน่นเรื่อง Fundametal ขนาดไหนก็ตาม ในสายตาของคนทั่วไป
คุณก็ยังเป็นเพียงแค่ " คนเล่นหุ้น " อยู่ดี
เพราะงั้นอย่าไปเสียเวลาในการอธิบายว่า
ผมเป็น " นักลงทุน " ไม่ใช่ " คนเล่นหุ้น " นะคร้าบ ( นะโว้ย ) !
เพราะเค้าจะเข้าใจว่าคนที่ซื้อขายหุ้นคือ คนเล่นหุ้น
ไม่ได้แบ่งเป็นนักลงทุน Day Trader หรือ VI VS อะไรหรอกครับ
แต่สำหรับคนที่เริ่มเข้ามาลงทุน
คุณควรจะจัดหมวดหมู่ได้แล้วนะครับว่า คุณจะอยู่หมวดไหน ?
ถ้าคุณยัง " งง " อยู่ ว่าตัวเราจัดอยู่ในคนเล่นหุ้นประเภทใด
แสดงว่าคุณกำลังแบกความเสี่ยงอยู่
เพราะความเสี่ยงนั้นคือความไม่รู้
โดยเฉพาะ " การไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ "
Subscribe to:
Posts (Atom)