Pages

Friday, January 1, 2021

0897 : ช้อน

 

S : อยากช้อนซื้อถูกๆ แต่ก็ช้อนหักอยู่บ่อยๆ ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : สาเหตุที่เราพยายามจะช้อนซื้อของถูกแต่ช้อนหักบ่อยๆ มีสาเหตุ ดังนี้ครับ

.

1 ไม่ได้วางแผน มีช้อนแค่อันเดียว พอช้อนหัก ก็หมดโอกาส มีของมาเสิร์ฟถึงตรงหน้าก็ไม่มีปัญญาตักกิน เหมือนราคา Asset ลงมาแล้วเราไปรับด้วยเงินสดที่เรามีทั้งหมด กะว่ามันเด้งแน่ๆ พอไม่เด้งดันวิ่งลงต่อ ราคาถูกแล้ว ถูกอีก แต่เราไม่มีเงินไปช้อนซื้อเสียแล้ว

.

2 หยุดไม่เป็น จังหวะซื้อไม่ดี ก็ยังช้อนซื้อรัวๆ เกินไป อยากเอาชนะ หวังว่ามันจะต้องถูกในสักไม้นึกละน่า พอช้อนหักก็เงิบ จริงไหมครับ ?

.

.

I : การที่เราช้อนหักบ่อยๆ เจ็บซ้ำๆ จะส่งผลต่อสภาพคล่องครับ เงินสดเราจะหมดไปไวมาก และ Asset ที่ช้อนไว้ก็ติดดอย ทำให้มีผลต่อสภาพจิตใจเราครับ ทั้งการที่ลงมาแล้ว เราไม่กล้าซื้อ (เพราะเงินสดเราเหลือน้อย) ก็ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป หรือลงมาก็ได้แต่นั่งมอง แล้วก็คงรู้สึกรู้งี้… รู้สึกเสียดายมากๆเลยใช่ไหมครับ 

.

.

N :  ผมมีแนวทางที่จะช่วยให้ช้อนได้ดีขึ้น หรือหากจะหัก ก็หักน้อยลง มาแนะนำ ดังนี้ครับ

.

1 Plan Your Trade! วางแผน Money Management ให้ครอบคลุม ไล่มาเลยว่า ราคาไหนที่มันจะลงมา เราจะทำอะไรบ้าง เช่น ราคา XRP ลงมา 7 บาท จะซื้อกี่บาท ลงมา 6.5 บาท จะซื้อกี่บาท หลุด 6.5 บาท เราจะหยุด แล้วรอดูตลาด หรือ ดูกราฟประกอบ แล้วจะเข้ามาเล่น ช้อนซื้อโซนใหม่ที่ 5 บาท อะไรแบบนี้ครับ เอาหน้าตักของเราวางแผนให้ครอบคลุมดูครับ

.

2 Trade Your Plan! Asset ลงมาต้องกล้าซื้อ แต่ต้องซื้อให้อยู่ในโควตาที่เราวางแผนไว้ ไม่ยิงเกินที่คำนวณ Money Management (MM) ไว้ เช่น เราจะซื้อที่ 7 บาท ในจำนวนเงิน 1,000 บาท ก็ต้องเคาะ 1,000 บาท ไม่ใช่ว่าคิดว่ามันไม่ลงแล้วแหละ จัด 5,000 บาทเลยแล้วกัน แบบนี้ก็ไม่ Work เท่าไหร่ครับ

.

3 ใช้เทคนิคคอล เข้าช่วยในการดูจังหวะ เช่น Moving Average (MA) หากราคายืนเหนือ MA ได้ ก็ค่อยเอาเงินไปช้อนซื้อ หรือ อย่างผมจะดูจุด Higher Low ถ้าราคามันยก Low ขึ้นได้แล้ว (ไม่ทำ New Low แล้ว) ก็ถือว่ามีโอกาสที่จะกลับตัว (เพราะจุด Low ของรอบ มีได้แค่เพียง จุดเดียวครับ) ก็ช้อนไปสักที เป็นต้นครับ

.

4 เรามีโอกาสพลาดได้ แต่ต้องมีกระสุนไว้เพื่อโอกาสต่อไปเสมอ การจัดการเงิน (MM) จึงเป็นสิ่งสำคัญครับ!

.

การช้อนซื้อ เป็นได้ทั้งโอกาส ทั้งวิกฤติ ของพอร์ต อยู่ที่การวางแผน การจัดการของเรานี่แหละครับ ว่าจะทำมันออกมาให้ Work ไหม คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะรับคำแนะนำในการช้อนไปปรับใช้ให้กับการเทรดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ

0896 : Spark Joy

 

S : อยากสร้างพอร์ตให้เขียวดูดี แต่ก็ยังมีแต่สีแดงเต็มพอร์ตอยู่ใช่ไหม ?

.

.

P : สาเหตุที่เรามีแต่หุ้นห่วย สีแดงอยู่เต็มพอร์ตก็เพราะสาเหตุดังนี้ครับ

.

1 เก็บหุ้นที่เคยดี แต่ปัจจุบันมันพื้นฐานมันเปลี่ยนไปแล้วไว้ในพอร์ต

.

2 เก็บหุ้นดี ในราคาที่ดอย

.

3 กะเก็งกำไรหุ้นปั่น พอไม่โดนปั่น ก็ไม่ยอมเอาออกจากพอร์ต จริงไหมครับ ?

.

.

I : หากหุ้นในพอร์ตของเราแดงละลานตา ยิ่งในพอร์ตเต็มไปด้วยหุ้นที่กำไรไม่ค่อยมี อนาคตไม่แน่นอนอีก คงทำให้เรารู้สึกเครียดและเสียดายเงินแย่เลยใช่ไหมครับ ?

.

.

N : ตัวผมเอง ปี 2020 ที่ผ่านมา ได้ Switch หุ้นที่พื้นฐานผลประกอบการมีแนวโน้มย่ำแย่ออกจากพอร์ตไปหลายตัวเหมือนกันครับ รวมทั้งมีแนวทางการเทรดที่ควบคุมความเสี่ยงมากขึ้น ทำให้พอร์ตดูดีขึ้นเยอะเลยครับ 

.

ในพอร์ตหลัก  NAV มีอัตราเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นระยะเวลา 6 ปี (ปี 2014 – 2020) อยู่ที่ 4.72%  และสามารถ Generate Cash flow ได้ 10.16% 

.

ส่วนอีกพอร์ตผมเริ่มเมื่อเดือนเมษายน โดยเอา Cash Flow ที่สะสมมาจากพอร์ตหลักมาทำ พอร์ตขยายนี้สามารถสร้าง Cash Flow ได้ 20.03% ครับ

.

จุดเปลี่ยนที่ผมเริ่มปรับพอร์ต เอาหุ้นแย่ๆออกไป ก็เพราะช่วงก่อนได้อ่านหนังสือ ชีวิตดีขึ้นด้วยการจัดบ้านครั้งดี ของคุณ คนโดะ มาริเอะ ครับ เค้าพูดถึงเรื่องการเก็บเฉพาะสิ่งที่ทำให้เรารู้สึก Spark Joy เอาไว้ในชีวิต ซึ่งมันเป็นการ “เลือก” และ “อนุญาต” ให้อะไรที่สำคัญอยู่ในชีวิตของเรา ไม่เฉพาะสิ่งของเท่านั้นนะครับ แต่เป็นทุกๆสิ่งเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นความสำพันธ์ หรือ ผมเองก็เอาหลัก Spark Joy มาใช้กับการเทรดด้วย คือ เลือกเทรดแต่สิ่งที่ทำให้เรารู้สึก Spark Joy เท่านั้น 

.

อาจจะฟังดูแปลกๆนะครับ เพราะมีตำราที่บอกว่า เทรดเดอร์ ไม่ควรรู้สึกอะไรกับ Asset ที่เทรด เพราะ จะได้ไม่ Bias (อารมณ์ประมาณว่า แมวสีไหนก็จับหนูได้เหมือนกัน) เพียงแต่แนวทางเทรดของผมคือ เวลาอยู่กับ Product ไหนแล้วจะอยู่นาน เทรดซื้อๆขายๆ เพื่อดึงกระแสเงินสดออกมาเรื่อยๆ ทำให้การจะมี Asset ในพอร์ต ยังไงขอเป็นตัวที่ OK หน่อยจะดีกว่า เลยทำให้ย้อนกลับมาที่คำว่า Spark Joy ครับ ส่วนแนวทางการเลือกและ Switch หุ้น ก็มีประมาณนี้ครับ

.

1 เลือกหุ้นที่ดี อยู่ในขอบเขตความรู้ที่เราสามารถเข้าใจได้ ดูตัวธุรกิจ ดูพื้นฐานของกิจการ อย่างผมจะชอบหุ้นที่มี Model การขยายสาขาและ SSSG (Same Store Sale Growth หรือการเติบโตของรายได้ต่อสาขา) ผมจะชอบมาก เพราะมันเหมือนมีตัวคูณให้เรา ในเรื่องของผลประกอบการที่จะเติบโต แต่ก็ต้องดูให้มั่นใจพวกเรื่องการบริหารงานภายในของเค้าให้ดีครับ

.

อย่างเวลาไปเดินดูร้านจริงๆก็พอจะรู้ได้แล้วครับ ว่าพนักงานขยันขันแข็ง บริการดี เอาใจใส่ลูกค้ามากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันแสดงถึง วัฒนธรรมองค์กร การบริหารงานของบริษัทครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกหุ้นแบบนี้จะดีที่สุดนะครับ เพียงแต่ผมถนัดและอาจจะถูกโฉลกหุ้นแนวนี้ก็ได้ เพราะส่วนตัวชอบเดินเที่ยวห้างร้านพวกนี้บ่อยๆ แล้วก็มักจะติดตามผลประกอบการเป็นประจำอยู่แล้วครับ

.

2 เก็บของในราคาที่ถูก จะทำให้ช่วยลดตัวแดงในพอร์ตเราครับ ของดี แต่ราคาดอย ก็ทำให้พอร์ตแดงเถือกได้ ของดี ราคาถูก จึงจะช่วยให้พอร์ตเขียวน่ามองครับ ซึ่งข้อนี้ก็อยู่ที่การวางกลยุทธ์เก็บของ อาจจะทำโซนราคาไว้ แล้วใส่เงินเข้าไปแต่ละโซนให้กระจายเท่าๆกัน โซนที่ราคาสูง ราคาแพง ก็จะเก็บหุ้นได้น้อยหน่อย โซนที่ราคาถูกก็จะเก็บหุ้นได้จำนวนมากขึ้น ไม่ให้เราไปใช้เงินหนักๆในโซนที่ราคาแพงมากจนเกินไปครับ 

.

เช่น สมมติหุ้นตัวนึง โซนราคา 10 บาท เราใช้เงิน 10,000 บาท เก็บหุ้นได้ 1,000 หุ้น แต่โซนราคา 2 บาท ใช้เงิน 10,000 บาทเท่ากัน สามารถเก็บหุ้นได้ถึง 5,000 หุ้น ซึ่งจำนวนหุ้นต่างกัน สามารถนำมาออกแบบกลยุทธ์การเทรดได้หลากหลายต่างกันเยอะมากทีเดียวครับ ในโซนที่ราคาถูกจึงได้เปรียบอะไรหลายๆอย่าง ที่สำคัญคือ ช่วยให้พอร์ตเขียว สบายตาดีด้วยครับ

.

3 ที่นี้หุ้นเดิมที่ติดดอย จะเอาออกไปจากพอร์ตจะทำอย่างไรดี ส่วนตัวผมใช้ Cash Flow ที่ทำได้ทั้งจากตัวมันเองหรือตัวอื่นๆในพอร์ต มาโปะให้มันกลายเป็นหุ้นฟรี (ต้นทุนกลายเป็น 0) แล้วก็ Switch เปลี่ยนตัวซะ เช่น สมมติ หุ้นเดิม ผมลงทุนไป 100,000 บาท หากผมสามารถดึง Cash Flow จากตัวมันได้ 100,000 บาท เท่ากับว่า หุ้นตัวนี้ผมไม่มีต้นทุนแล้ว กลายเป็นหุ้นฟรีนั่นเองครับ ทีนี้ หากวันใดวันหนึ่ง ผมไม่ Spark Joy ที่จะถือมันละ ผมก็แค่ขายมันออกไป ได้ตังค์เท่าไหร่ ผมก็เอาไปซื้อหุ้นตัวใหม่ในวงเงินที่ไม่เกิน จากเงินที่ได้จากการขายหุ้นตัวเดิมมาก็แค่นั้นเอง (ส่วนจะซื้อหมดทุกบาท หรือ จะเหลือเงินสดไว้ทำกลยุทธ์เทรดก็แล้วแต่ออกแบบครับ) จริงๆมันก็คือ หุ้น = หุ้น , เงิน = เงิน เป็นการแลกเปลี่ยน Switch ไปมาเท่านั้นเอง เพียงแต่สำคัญอยู่ที่การทำบัญชีให้ดีครับ

.

ผมขอสวัสดีปีใหม่ 2021 เลยนะครับ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุข สุขภาพแข็งแรง มีสติในการใช้ชีวิต การลงทุน การงานการเงินก้าวหน้า ตามที่หวังนะครับ คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะสร้าง Spark Joy ให้กับพอร์ตของคุณตั้งแต่วันนี้นี้ใช่ไหมครับ ?

 

Wednesday, December 30, 2020

0895 : Cash Flow

 

S : อยากเทรดให้ได้ Cash Flow เยอะๆ แต่ก็ยังเทรดได้บ้างไม่ได้บ้างอยู่ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : สาเหตุที่เราสร้าง Cash Flow ได้ไม่ค่อยดี มีสาเหตุดังนี้ครับ

.

1 ในพอร์ตมี Product ที่เทรดจำนวนน้อยเกินไป หากเปรียบพอร์ตของเราเป็นร้านขายของ การมีของขายแค่ชนิดเดียว ก็มีโอกาสขายได้น้อยกว่าการมีของขายหลายๆชนิดครับ มีของขายน้อย ลูกค้าไม่ค่อยเข้าร้านก็นั่งตบยุงบ่อยหน่อย หากมีของขายมาก โอกาสลูกค้าเข้าร้านให้ได้ค้าได้ขายก็มากขึ้นตามไปด้วยครับ

.

2 เลือก Product ที่ความผันผวนต่ำ เช่น หุ้นบางตัว (เท่าที่เจอมาก็พวกหุ้นปันผล ที่ราคานิ่ง+เหนียว บางทีทั้งเดือนแทบไม่ขยับเลย หรือพวกหุ้นที่ไม่มี Volume ซื้อขายเลย การจะขยับ มี Movement ให้เราได้ส่วนต่างของราคา เก็บเข้ากระเป๋าเป็น Cash Flow ก็น๊านนานว่าจะได้เก็บสักที

.

3 จังหวะเข้า-ออก ไม่ match กับจังหวะของตลาด เช่น สมมติ หุ้นตัวนึง ราคาขึ้นๆลงๆแกว่งอยู่ที่ 3 บาท วิ่งขึ้นไป 3.3 บาท สักพักลงมา 2.8 บาท แล้วก็กลับไป 3.2 บาท ถ้าเราเข้าซื้อที่ 3 บาท แล้วดันไปตั้งจุดออกไว้แถวๆ 3.6 บาท มันก็ไปไม่ถึงให้เราได้เก็บกำไรสักที 

.

4 เจอจังหวะเกิด Trend พอดี เกิด Product ที่เราเข้าไปซื้อนั้นวิ่งยาวๆ เช่น Bitcoin วิ่งขึ้นจาก แสนกว่าบาทมาแปดแสนกว่า โอกาสซื้อแล้วขาย กลับลงมาซื้อคืน เพื่อเทรดเก็บรอบบ่อยๆก็ไม่ค่อยมีให้เห็นเท่าไหร่ครับ เพียงแต่เราจะได้มูลค่าพอร์ตที่เติบโตมาขึ้นแทน (ก็ OK อยู่เนอะ) แต่ถ้าหากว่าไปเจอ Product ไหนที่เป็นขาลง มาร่วงยาวๆ ไม่เด้ง นี่ก็เหนื่อยเหมือนกันครับ พอร์ตก็หด Cash Flow ก็ไม่ได้ ช้ำสองต่อเลย

.

ที่กล่าวมานี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เราสร้าง Cash Flow ได้ไม่ดี จริงไหมครับ ?

.

.

I : การที่เราเทรดสร้าง Cash Flow ได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้พอร์ตเราไม่เติบโต ขาดโอกาสที่จะนำ Cash Flow ไปขยายพอร์ตครับ แล้วก็คงจะรู้สึกห่อเหี่ยวพอดูหากเทรดแล้วสร้าง Cash Flow ไม่ค่อยได้ใช่ไหมครับ ?  

.

.

N : การจะทำให้พอร์ตไม่เหงา เจ้าของพอร์ตไม่ต้องนั่งตบยุงบ่อยๆ สร้าง Cash Flow ให้ได้สม่ำเสมอ ผมมีข้อแนะนำ ดังนี้ครับ

.

1 เลือก Product ที่ดีและเหมาะแก่การสร้าง Cash Flow บาง Product อาจจะดี แต่เทรดเพื่อสร้าง Cash Flow ได้ไม่ดี ก็มี เช่น หุ้นบางตัว ที่ปันผลดีๆ แต่ราคามักไม่ค่อยขยับ , ETFs ที่เสี่ยงน้อย แต่คนไม่เทรดกัน Volume บางๆ ก็ทำให้สร้าง Cash Flow ได้ไม่ดีเช่นกันครับ ปัจจุบันก็มีตัวเลือกที่มากขึ้น สำหรับเทรดเพื่อสร้าง Cash Flow เช่น พวก Crypto ที่มีความผันผวนสูงกว่า Product เดิมๆ เช่น หุ้น , Index ต่างๆครับ โดยส่วนตัวผมก็เลือกเทรด Bitcoin และ Ripple เป็นหลักครับ ซึ่งมันมีความผันผวนสูงกว่าหุ้น (จะดูง่ายๆก็ใช้พวก ATR วัดดูก็ได้ครับ) แต่ก็มีความเสี่ยงสูงกว่าตามไปด้วย เลยใช้กำไรจากหุ้น ขยายพอร์ตไปเทรดครับ

.

2 วาง Money Management ให้ดี เพื่อให้เรามีโอกาสในการคุมพื้นที่เทรด ในระยะที่ราคามันจะวิ่งไปถึง เช่น อย่างใน Ripple ผมก็วางเงินเอาไว้ครอบคลุมพื้นที่ราคาตั้งแต่ 0 ถึง 24 บาท หากราคาวิ่งอยู่ในกรอบนี้ ก็สามารถเทรดซื้อ-ขาย เพื่อดึงกำไรในรูปของกระแสเงินสดออกมาได้อย่างสม่ำเสมอครับ

.

3 จุดเข้าออกที่สอดคล้องกับความผันผวน เพราะเราเทรดบน “ระยะทาง” ที่ราคามันวิ่งจากจุด A ไป B ซึ่งมันอาจจะวิ่งจาก A ไป B แล้ววิ่งย้อนกลับจาก B มา A สลับกันหลายๆรอบก็ได้ หาเราเข้าไปเทรด ดักเก็บระยะทางได้หลายๆรอบ กระแสเงินสดก็จะเกิดจากตรงจุดนั้น อย่าง Ripple ผมก็มีช่วง Take Profit ประมาณ 0.1 – 0.4 บาท ในกรณีปกติ ซึ่งสามารถเทรดซื้อ-ขายไปกลับได้จำนวนรอบที่ขึ้นครับ

.

4 ขยายให้มีหลายๆ Product ในพอร์ต ใช้ความผันผวนและ Correlation ของหลายๆ Product ให้เป็นประโยชน์ ตัวนึงขึ้นตัวนึงลง ตัวนึงวิ่งอีกตัวนึงนิ่ง สลับๆกันไปเรื่อยๆ แบบนี้พอร์ตของเราจะมี Activities สามารถสร้าง Cash Flow ได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบเลยครับ

.

5 ทำบัญชีให้ดี เพื่อดูว่า Product ไหนให้กระแสเงินสด เทียบกับเงินทุนทั้งก้อนเป็นอย่างไรบ้าง คุ้มค่าไหม รวมถึงจัดสรรกำไรในรูปกระแสเงินสดให้นำไปขยายพอร์เพิ่มได้เรื่อยๆด้วยครับ

.

นี่ก็เป็นคำแนะนำจากผมนะครับ ซึ่งเทรดในแนวทางที่ใช้พอร์ตสร้าง Cash Flow เป็น Multi Income มาโดยตลอด คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะนำข้อแนะนำเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อสร้าง Cash Flow ได้ดีขึ้นตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ? 

.

.

Monday, December 28, 2020

0894 : Learn from your loss

 Learn from your loss

.

S : ไม่อยากขาดทุน แต่ก็ยังขาดทุนซ้ำๆอยู่ใช่ไหมครับ ?

.

.

P : การขาดทุนซ้ำๆ จากเหตุผลเดิมๆ พฤติกรรมเดิมๆ เป็นเพราะเรายังไม่ได้เรียนรู้ว่าทำไมเราถึงขาดทุน ทำไมเราถึงพลาด เมื่อไม่ได้เรียนรู้ ความคิด พฤติกรรม ในการเทรดของเรา ก็ตอบสนองต่อตลาดเหมือนดั่งเช่นครั้งก่อนๆ จริงไหมครับ ?

.

.

I : หากเราขาดทุนซ้ำๆนอกจากเงินในพอร์ตที่จะลดน้อยถอยลงไป อารมณ์ด้านลบต่างๆ เช่น ความโกรธ ความกลัว ก็จะสะสมในใจเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนวันนึงมันอาจจะระเบิดออกมา การอาจจะตัดสินใจทำอะไรเสี่ยงๆ แบบว่า All in or Nothing ไม่รวย ก็ซวยไปเลยได้ง่ายๆครับ และเราก็คงจะรู้สึกแย่กับตัวเองมากๆเลยใช่ไหมครับ ?

.

.

N : ทุกครั้งที่เราขาดทุน จะมีบทเรียนอยู่เสมอ มันเหมือนบททดสอบที่เข้ามาทดสอบเราเรื่อยๆ หากเรายังขาดทุนซ้ำๆ ด้วยพฤติกรรมการเทรดแบบเดิม เท่ากับว่าเรายังสอบไม่ผ่าน มันก็จะวนกลับมาทดสอบเราใหม่ในภายหลังอยู่ดี จนกว่าเราจะได้เรียนรู้ ค้นพบบทเรียนของเราเอง ทำให้เราผ่านมันไปได้ จากนั้นเราก็จะไปเจอกับบททดสอบใหม่ๆต่อไป

.

ผมเรียกมันว่า “การล้มไปข้างหน้า” ทุกครั้งที่เราขาดทุน หรืออาจจะทำอะไรผิดพลาด (เช่น เคาะซื้อ-เคาะขาย โดยใส่ปริมาณ Asset ผิด หรือ ใส่ราคาผิด ทำบัญชีผิดพลาด อะไรพวกนี้ แม้ว่าจะไม่ขาดทุน แต่ก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกันหากมันเกิดขึ้นซ้ำๆในอนาคต แล้วเราบริหารเงินที่มากขึ้น) เราลองย้อนดูตัวเองว่า เราได้ค้นพบบทเรียนอะไรบ้างจากเหตุการณ์นั้น แล้วเราจะไม่ผิดพลาดซ้ำอีก 

.

กระบวนการ ล้มไปข้างหน้า ก็มีดังนี้ครับ

.

1 กลับมา Review ดูว่า การขาดทุน หรือ ข้อผิดพลาดนั้น มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อธิบายมันออกมาให้ละเอียด เช่น ผมเคยไปเทรดหุ้นตัวนึง ที่ราคาร่วงลงมากว่า 90% 

.

ผมก็ลองมาไล่ดูว่า มันเกิดอะไรขึ้นตั้งแต่แรกบ้าง แล้วผมก็พบว่า ผมเข้าไปเทรดเพราะแค่ว่ามันมี Volatility ที่ดี แต่ไม่ได้เข้าไปเจาะเรื่องพื้นฐานของบริษัท ว่ามันมีผลการดำเนินงานที่ถดถอยลงทุกปี พอเทรดไปเทรดมาราคาร่วงลงเรื่อยๆ ก็ไม่ได้หยุดเทรด หรือ Switch ไปตัวอื่น แต่กลับทำโซนล่างเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ มันก็เหมือนถัวเฉลี่ยในหุ้นขาลงนั่นเองครับ 

.

สุดท้ายพอราคาร่วงลงไปแทบไม่เหลืออะไรเลย ยังดีกว่ามีกระแสเงินสดที่ Feed ออกมาจากการเทรดได้ราวๆ 60% ของเงินทุน สรุปก็เจ็บตัวไปพอควรเลย 

.

2 ถามตัวเองดูว่า จากเหตุการณ์นั้น เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง ลองไล่ออกมาเป็นข้อๆดูครับ มันจะเป็นบทเรียนที่เราค้นพบเอง แล้วมันมาจากประสบการณ์ของเราจริงๆ เรียกได้ว่าจำได้ไม่มีลืม แตกต่างจากความรู้ที่เราอ่านจากในหนังสืออย่างมากเลยครับ 

.

3 จะทำอะไรต่อไป เอาบทเรียนที่ได้ไปพัฒนาการเทรดได้อย่างไร พอเราได้ค้นพบบทเรียนของเราเองแล้ว การจะไปต่อก็คือการเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับแนวทางการเทรดของเรา ให้มัน Work มากขึ้นนั่นเองครับ

.

ถ้าจากที่ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในข้อข้างบน ผมมีสิ่งที่ได้เรียนรู้และสิ่งที่เอาไปพัฒนาการเทรดของผมเอง ก็คือ 

.

- เลือก Asset ให้ดี เทรด ETFs หรือ ไม่งั้นก็ต้องเลือกบริษัทที่ดี ในอุตสาหกรรมที่ดี และทำการบ้านพื้นฐานบริษัทก่อนทุกครั้ง

.

- หากจะเสี่ยงไปเทรดหุ้น ให้แบ่งกำไรไปเทรด อย่าเอาทุนไปเสี่ยง หากขาดทุนจะเป็นแค่ขาดทุนกำไร และเงินทุนหลักของเรายังอยู่ครบ 

.

- วาง Money Management ให้จบก่อนเทรด ไม่เพิ่มเงิน เพิ่มโซนเข้าไปทีหลัง เป็นการ Limit Loss

.

- หยุดให้เป็น หากเจอ Drawdown ถึงจุดที่ต้องหยุด ก็ให้หยุดเทรด

.

- มีแผนสำรอง หากเราไปเทรดในหุ้นที่ไร้อนาคต แล้วถึงจุดหยุด ก็หาตัวที่จะ Switch เพื่อ Cover Drawdown ให้เจอ

.

- หุ้นตัวไหนดูเสี่ยงสูง ช่วงที่จังหวะมันวิ่งขึ้นแรงๆ แล้วพอร์ตมีกำไร ให้ตัดขายทำหุ้นฟรีทิ้งไว้ในพอร์ตบ้าง แล้วชักทุนคืนให้ไว 

.

- ยอมรับในความผิดพลาด จะรู้สึกผิดบ้างก็ไม่เป็นไร และอย่าเสียใจให้นานนัก ชีวิตต้อง Move On

.

ก็ประมาณนี้ครับ เรียกได้ว่าจำได้แม่นเลยแหละ ช่วงหลังมาก็เลยไม่มีเจ็บตัวจากหุ้นเท่าไหร่ เหมือนเราสอบผ่านไปแล้ว ทีนี้เราก็จะไปเจอโจทย์ใหม่ๆแทนครับ

.

ทั้ง 3 Steps นี้ ทั้ง การ Review อธิบายข้อผิดพลาดออกมาให้ละเอียด , การที่เราลองถามตัวเองว่า เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง และ เราจะเอาบทเรียนที่ค้นพบไปใช้พัฒนาการเทรดได้อย่างไร คือข้อแนะนำจากผมนะครับ 

.

คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะนำมันไปใช้เพื่อค้นหาบทเรียนเฉพาะตัวของคุณเองที่ได้จากความผิดพลาดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?

Saturday, December 26, 2020

0893 : เทรดอย่างสบายใจ

 

S : อยากเทรดอย่างสบายใจ แต่ก็ยังกังวลอยู่บ่อยๆใช่ไหมครับ ?

.

.

P : ที่เทรดเดอร์มักจะมีความกังวล นั้น มีทั้งสาเหตุที่เกี่ยวกับ Positions ที่เทรด และเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเทรดโดยตรง อาจจะเป็นเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันแยกกันไม่ออก โดยจะมีสาเหตุ ดังนี้ครับ

1 เทรดหนักเกินกว่าที่ใจจะรับไหว จึงทำให้กังวลใจอยู่ข้างในลึกๆ 

2 มีความกังวลในด้านอื่นๆของชีวิต เช่น มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนรอบตัว ทะเลาะกับคนรัก หรือ มีเรื่องค้างคาที่รบกวนจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน สุขภาพ การจัดการเวลา รวมถึงความรักผิดชอบเรื่องอื่นๆในชีวิต

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่มีความสุข สมองคิดวนเวียนเต็มไปด้วยความกังวลจริงไหมครับ ? 

.

.

I : การที่สมองเราถูกแบ่งออกไปคิดกังวลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆมากมายนั้น ทำให้เราขาดประสิทธิภาพครับ การตัดสินใจก็จะแย่ลง ส่งผลให้ Performance การเทรด บางครั้งความหงุดหงิดที่สะสมไว้ ก็จะทำให้อารมณ์เข้าครอบงำเราได้อีกด้วย การจะเทรดหนักๆ หรือ ช่างแม่ง ล้มกระดาน ก็มีโอกาสเกิดได้มากขึ้น สุดท้ายเราก็จะมานั่งรู้สึกเสียดาย เสียใจมากๆกับการกระทำในช่วงที่เราทำตามอารมณ์อีกใช่ไหมครับ ?

.

.

N : การจะเทรดอย่างสบายใจ ต้องรักษาในมิติต่างๆของชีวิตให้มีความสมดุลครับ สำหรับตัวผมนั้น การสร้างรากฐานที่ดีให้กับการเทรดนั้นจะเริ่มจาก…

.

1 การเงินพื้นฐานต้องแน่น

- จัดการรายได้-ค่าใช้จ่ายให้สมดุล เพื่อมี Free Cash Flow Feed เข้าพอร์ตมาเรื่อยๆ

.

- สร้างแหล่งเงินทุนสำรองไว้อีกก้อน สัก 6-12 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน เช่นในช่วง Lock Down จาก Covid-19 ที่หลายๆคนมีสภาพคล่องที่ลดลง บางคนก็ต้องหยุดทำงาน ขาดรายได้

.

- ป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันชีวิต ประกันภัยต่างๆให้พร้อม เพื่อถ่ายโอนความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ๆออกไป ทำให้ช่วยให้เราไม่ต้องไปดึงเงินทุน หรือ ดึงกำไรจากพอร์ตออกมาใช้ในยามที่จำเป็นครับ

.

- แยกพอร์ตเกษียณออกไปต่างหาก เป็นพอร์ตสำหรับเงินที่เราจะใช้หลังเกษียณจากการทำงาน วางแผน Feed เงินเข้าไปให้เพียงพอหากถึงเวลานั้น

.

ทั้งหมดนี้คือการเงินพื้นฐานที่เราต้องจัดการมันให้ดีครับ เพื่อให้เราเทรดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรีบร้อน รีบรวย สามารถทำตาม Process ได้อย่างใจเย็น 

.

ส่วนตัวผมเอง ช่วงที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ เคยสนใจแต่เรื่องเทรด แต่ละเลยเรื่องการเงินพื้นฐานไปเหมือนกันครับ เพราะคิดว่า เงินจากการเทรดมันหาง่ายมากๆ เรื่องการเงินพื้นฐานคงไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก เรื่องเล็กๆน่า แต่พอเทรดไปสักพัก ก็พบว่าการที่การเงินพื้นฐานของเราไม่พร้อม ไม่แน่นพอ มันทำให้มีเรื่องที่รบกวนเงินทุนในพอร์ตบ่อยๆ เดี๋ยวถอนๆ ถอนกำไรบ้าง ถอนทุนบ้าง การเทรดก็ทำตาม Process ได้ไม่ดี รีบทำกำไรตลอด พอติดดอยก็ทุกข์ กลัวเงินหาย ซึ่งมันมาจากการที่ใจเรารู้สึกขาด ไม่สมบูรณ์พูนสุข พอกลับมาจัดระบบการเงินพื้นฐานให้ตัวเอง ก็ทำให้มีความสุขมากขึ้นเยอะเลยครับ เทรดตามระบบ กำไรก็สะสมเพิ่มพูนขึ้นมาต่อเนื่องครับ

.

2 สุขภาพกายดี

“มีเงินมากมายเท่าไหร่ ก็เทียบกับสุขภาพที่ดีไม่ได้” หากเรามีเงิน แต่สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรงก็คงไม่มีความสุขเป็นแน่ การเทรดเป็นสิ่งที่ต้องใช้สมอง ใช้ความคิด ในการตัดสินใจ หากเราร่างกายแย่ สมองเราจะไม่อยู่ในโหมดที่พร้อมคิด พร้อมสร้างสรรค์ครับ เนื่องจากมีแต่ความกังวล ต้องการเอาชีวิตรอด ยิ่งหากเป็นช่วงที่ป่วย ก็แทบอยากพัก อยากนอน ไม่อยากทำอะไร เรื่องเทรดนี่ไม่ต้องคิดเลยทีเดียวครับ

.

สำหรับด้านสุขภาพหลักๆแบ่งเป็น 3 เรื่อง คือ การนอน การกิน การออกกำลังกาย

.

การนอน ก็จัดเวลานอนให้เพียงพอ บางคนอาจจะยอมแลกการนอนให้น้อยลง เพื่อที่จะให้มีเวลาเทรด มีเวลาทำงานมากขึ้น เพื่อหวังว่าจะได้ไปถึงความสำเร็จให้ไวขึ้น ซึ่งผมเคยโหมเทรด โหมทำงานหนัก ยอมนอนน้อย นอนวันละ 4 ชั่วโมง ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเลย ทำให้ป่วยบ่อย ป่วยง่าย หงุดหงิดง่าย สุดท้ายการพยายามรีบเร่ง กลับกลายเป็นการทำให้เราไปได้ช้าลงเสียอีกครับ เนื่องจากเราต้องหยุดพักฟื้นร่างกาย ผมก็เลยค้นพบว่า การที่เดินหน้าไปในจังหวะของเรา รักษาสมดุลกายใจให้ดี จึงเป็นทางที่ไวที่สุดแล้วครับ 

.

วิธีการง่ายๆของผมก็คือ ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนช่วงเวลาเข้านอนสัก 15 นาที เพื่อให้เราได้จัดการอะไรก็ตามที่ทำอยู่ให้เสร็จและก็เตรียมตัวเข้านอน แล้วก็ตั้งอีกครั้งในช่วงเวลาที่เราตั้งใจจะเข้านอน ลองคำนณจากเวลาตื่นของเราก็ได้ครับว่าเราสมควรจะเข้านอนตอนกี่โมง เช่น ชีวิตผมเป็นไฟต์บังคับอยู่แล้วว่าจะต้องตื่น 6:00 น. และ ผมต้องการนอนให้ได้ 7 ชม. เพราะงั้นผมต้องเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม ผมก็ตั้งเวลาปลุกรอบแรก 22:45 น. และอีกรอบตอน 23:00 น. เป็นต้นครับ

.

การกิน กินอาหารที่มีประโยชน์ ดีต่อสุขภาพในระยะยาว ลดพวกของทอด ของมัน ของหวาน โดยเฉพาะน้ำตาล ก็จะช่วยให้ร่างกายเราดีขึ้นครับ ส่วนตัวผมทำ IF 12-16 ชม. ประกอบด้วยครับ เพื่อให้ร่างกายได้มีจังหวะฟื้นฟูตัวเองบ้าง 

.

การออกกำลังกาย ผมเลือกเดิน , วิ่ง และ ยืดเหยียด เป็นหลักในการออกกำลังกาย เพราะมันเรียบง่ายดี วันไหนวิ่งก็ตั้งเวลาไว้ว่าจะวิ่ง 1 ชม. วันไหนพักจากการวิ่งก็เดินให้ครบ 10,000 ก้าว ช่วงดึกๆ หลังตื่นนอน และ ระหว่างวัน (ซึ่งต้องนั่งทำงานนานๆ) จะใช้การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกัน Office Syndrome ครับ

.

3 มีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม

ชีวิตเราจะมีความสุข จากความสัมพันธ์ที่ดีครับ ทั้งกับตัวเองและกับคนรอบข้าง หากความสัมพันธ์แย่ จะมีเรื่องให้ต้องปวดหัว รบกวนการเทรดอยู่ตลอด หรือไม่ก็ทำเป็นลืม เก็บซ่อนมันไว้ให้มิดชิดที่สุด แต่สุดท้ายก็จบระเบิดออกมาอยู่ดี หรือ ต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่ Toxic ก็รบกวนใจเราได้เช่นกันครับ หากอยู่ในสถานการณ์ประเภทนี้ก็ต้องหาทางสะสางมันให้ได้ ไม่งั้นก็จะต้องทนทุกข์แบบนี้ไปเรื่อยๆ 

.

ข้อแนะนำที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือ

1 มองสถานการณ์ตามความเป็นจริง ว่าอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง มัน Work ต่อชีวิตเราไหม

.

2 กล้าที่จะสื่อสาร เรื่องที่อึดอัด เก็บงำอะไรเอาก็ ก็หาโอกาสไปสื่อสาร พูดคุยกันตรงๆ ชีวิตจะได้เบาขึ้น ไม่ต้องแบกอะไรไว้ทั้งหมด

.

3 ทำให้ชีวิตไม่มีเรื่องค้างคา ให้มันจบสมบูรณ์ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะสมหวัง หรือ ผิดหวัง ก็ให้เรา Complete กับมัน วันดีคืนดี หากมีอะไรที่มันค้างคาโผล่ขึ้นมา เช่น เรื่องที่เราอาจจะบอกกับตัวเองว่า ช่างแม่ง ไปแล้ว แต่มันก็ยังโผล่ขึ้นมาในความคิดบ่อยๆ แสดงว่ามันยังค้างคาอยู่ครับ (ลองไปดูหนังเรื่อง How to ทิ้ง ก็ได้นะ อารมณ์ประมาณนั้นเลย) ก็ไปทำให้มันจบเสีย ใจก็จะเบาสบายครับ

.

4 กล้าที่จะสร้างกติกาในความสัมพันธ์ที่ไม่ OK หากสามารถทำได้ก็สื่อสารให้ชัดเจนว่าเราไม่ชอบอะไร มันมีผลกระทบอะไรต่อเราบ้าง ถ้าอีกฝั่งยอมรับก็ถือว่าดี สามารถเริ่มต้นกันใหม่ได้ หากไม่ OK ก็ลองดูว่าเรายอมรับได้ไหม หากความสมพันธ์มันจะเป็นแบบนี้ไปต่อ

.

5 ใส่ใจคนรอบข้าง จัดตารางชีวิตที่จะใช้เวลาร่วมกัน เช่น ผมจะนัดทานข้าวกับภรรยากัน 2 คน (ไม่พาลูกไปด้วย) อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้พูดคุยกัน 2 คนเป็นเรื่องส่วนตัวกันบ้าง โทรหาพ่อแม่เป็นประจำ หรือ นัดโทรคุยกับอะไรแบบนี้ครับ โดยจะใช้ตัวช่วยก็คือปฏิทินในมือถือนี่แหละ ลงตารางนัดหมายไว้ล่วงหน้าเพื่อจะได้เห็นภาพของความสัมพันธ์ว่าเราจะติดต่อใครยังไงบ้างครับ

.

หากทำได้ตามนี้ ใจเราก็จะสบายขึ้น การเทรดก็จะไม่มีอะไรมาถ่วงให้หนักใจมากนัก ที่เหลือก็เป็นเรื่องของแผนการเทรด แผนการคุมความเสี่ยงแล้วครับ 

.

คุณคงไม่ปฏิเสธที่จะจะนำไปปรับใช้กับวิถีชีวิต วิถีการเทรดตั้งแต่วันนี้ใช่ไหมครับ ?