1.) วันนี้เหมือนจะเริ่มมีอาการไม่สบาย รู้สึกว่าจะกำลังเจ็บคอ
ขอพักผ่อนให้มากๆดีกว่า พรุ่งนี้งานยังรออีกตรึม สู้โว้ยๆ!
2.) จะสิ้นปีแล้วยังไม่ได้เตรียมทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้วก็
พวกไฟล์เก็บข้อมูลพอร์ตการลงทุนเอาไว้เลย
เด๋วไว้งานซากว่านี้อีกนิดนึงจะมาจัดการให้เรียบร้อยครับ
3.) วันนี้อ่าน Twitter เจอประโยคนึงจาก Twitter ของ คุณบัณฑิต อึ้งรังษี
@BunditUngrangse เป็นประโยคของ นโปเลียน ฮิลล์ ครับ
มีอยู่ว่า... " ถ้ามันไม่ใช่หน้าที่คุณ บางทีมันอาจจะเป็นโอกาสก็ได้ "
ซึ่งจากชีวิตการทำงานของผมที่ผ่านมานั้น ผมคิดว่ามันจริงเลยทีเดียว
บางทีงานที่เราได้รับมอบหมายเพิ่มเติ่ม มันไม่ใช่หน้าที่ของเราหรอก
แต่ถ้าเรารับอาสาทำ งานนั้นจะจะพาโอกาสดีๆมาให้เรา
อย่างที่เราคาดไม่ถึงทีเดียวครับ เนื่องจากคนที่มอบหมายให้เรานั้น
เค้าต้องมีความไว้วางใจเราในระดับหนึ่งแล้วหล่ะ เค้าถึงได้มอบหมายให้เรา
และถ้าเราทำมันได้ดี เค้าก็ยิ่งไว้วางใจเรา เชื่อถือเรามากยิ่งขึ้น
ส่งผลให้หากมีอะไรดีๆ คนที่เค้าจะนึกถึงก่อน ก็ไม่พ้นเราแน่นอน...
4.) ราตรีสวัสดิ์ครับ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย โอกาศไม่ได้มาบ่อยๆ
รักษาสุขภาพและคว้าให้ได้ในทุกโอกาสนะครับทุกท่าน ^ ^
Monday, December 19, 2011
Sunday, December 18, 2011
0047 : Value Visions 18-12-2011
1.) อ่านเจอประโยคโดนจาก Twitter ของพี่แกะดำ ครับ
" ความพยายามครั้งที่ 100 ดีกว่า ความล้มเหลวครั้งที่ 1 "
โดนมากมายครับ มาไล่ตามความฝันแบบกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะชนะ
เหมือนพิตบูลที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้กันเถอะครับ !
2.) วันนี้ตื่นสายอีกวันนึงครับ ตื่นราวๆ 10 โมง เพราะแฟนโทรฯมาช่วยปลุก
ตื่นมาก็หยิบ BB ขึ้นมาดู Facebook เห็นรูปในหน้า Page ร้าน Bakery ของรุ่นน้อง
Post รูป ณเดชน์ กะ ญาญ่า กำลังทานขนมเค้กร้านน้องเค้าอยู่ เห้ย! เจ๋งหว่ะ!
เอาคู่พระนางสุตฮอทมาโปรโมตด้วย จริงๆน้องเค้าทำร้านมาไม่นานเท่าไหร่นะครับ
( เปิดร้านแบรนด์นี้ พร้อมกับ Central เชียงราย ) แต่เห็นคนเข้าตลอดเช่นกัน
ทำให้ผมย้อนคิดถึงธุรกิจที่ผมอยากทำ...
การทำสิ่งที่เราชอบให้ทำเงินมันคงรู้สึกดีมากมาย
ผมมีหลายอย่างที่อยากทำให้มันเป็นธุรกิจ
แต่การเป็นนักลงทุนผมก็ชอบนะ เพราะผมชอบอ่าน ชอบหาข้อมูล ชอบมองในหลายๆมุม
ทีชอบอีกอย่างนึงก็คือการทำอสังหาฯ (แต่ทุนยังไม่ถึงคร๊าบ)
ช่วงหลังผมยอมรับผมย่ำอยู่กับที่
อาจเป็นเพราะทำงานประจำด้วย
ด้วยหน้าที่รับผิดชอบที่มากขึ้น (งานยุ่งขึ้นว่างั้น)
และงานประจำ มันถือเป็น Comfort Zone ชั้นดีทีเดียวนะครับ
พอเราอยู่อย่างสบายๆ ไอ้แรงผลักดันต่างๆมันก็เลยดูเฉื่ยชาไป
ต่อจากนี้ผมจะจัดการเวลาในชีวิตให้ดีกว่านี้ครับ
ต้องแบ่งเวลาให้กับสิ่งที่รักมากขึ้นแล้ว...
" เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด
แต่พอเมื่อเรารู้ตัว เวลาก็ผ่านเลยไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้
สิ่งที่เราทำได้ก็คือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด เท่านั้นเอง... "
3.) 19 ธันวาฯ เป็นวันเกิดแฟนผมเองครับ
ยังคิดหาของขวัญให้เธอไม่ออกเลย เลือกยากมาก แต่แฟนผมก็เข้าใจนะ
ว่าเราอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เค้า (เค้าก็คิดหนักเหมือนกัน เวลาวันเกิดผมน่ะ)
เวลาเที่ยงคืน 00.00 น. ก็เล่น Ukulele เพลง Happy Birthday ให้เธอฟังครับ ^ ^
" ความพยายามครั้งที่ 100 ดีกว่า ความล้มเหลวครั้งที่ 1 "
โดนมากมายครับ มาไล่ตามความฝันแบบกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะชนะ
เหมือนพิตบูลที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้กันเถอะครับ !
2.) วันนี้ตื่นสายอีกวันนึงครับ ตื่นราวๆ 10 โมง เพราะแฟนโทรฯมาช่วยปลุก
ตื่นมาก็หยิบ BB ขึ้นมาดู Facebook เห็นรูปในหน้า Page ร้าน Bakery ของรุ่นน้อง
Post รูป ณเดชน์ กะ ญาญ่า กำลังทานขนมเค้กร้านน้องเค้าอยู่ เห้ย! เจ๋งหว่ะ!
เอาคู่พระนางสุตฮอทมาโปรโมตด้วย จริงๆน้องเค้าทำร้านมาไม่นานเท่าไหร่นะครับ
( เปิดร้านแบรนด์นี้ พร้อมกับ Central เชียงราย ) แต่เห็นคนเข้าตลอดเช่นกัน
ทำให้ผมย้อนคิดถึงธุรกิจที่ผมอยากทำ...
การทำสิ่งที่เราชอบให้ทำเงินมันคงรู้สึกดีมากมาย
ผมมีหลายอย่างที่อยากทำให้มันเป็นธุรกิจ
แต่การเป็นนักลงทุนผมก็ชอบนะ เพราะผมชอบอ่าน ชอบหาข้อมูล ชอบมองในหลายๆมุม
ทีชอบอีกอย่างนึงก็คือการทำอสังหาฯ (แต่ทุนยังไม่ถึงคร๊าบ)
ช่วงหลังผมยอมรับผมย่ำอยู่กับที่
อาจเป็นเพราะทำงานประจำด้วย
ด้วยหน้าที่รับผิดชอบที่มากขึ้น (งานยุ่งขึ้นว่างั้น)
และงานประจำ มันถือเป็น Comfort Zone ชั้นดีทีเดียวนะครับ
พอเราอยู่อย่างสบายๆ ไอ้แรงผลักดันต่างๆมันก็เลยดูเฉื่ยชาไป
ต่อจากนี้ผมจะจัดการเวลาในชีวิตให้ดีกว่านี้ครับ
ต้องแบ่งเวลาให้กับสิ่งที่รักมากขึ้นแล้ว...
" เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่าเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด
แต่พอเมื่อเรารู้ตัว เวลาก็ผ่านเลยไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้
สิ่งที่เราทำได้ก็คือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด เท่านั้นเอง... "
3.) 19 ธันวาฯ เป็นวันเกิดแฟนผมเองครับ
ยังคิดหาของขวัญให้เธอไม่ออกเลย เลือกยากมาก แต่แฟนผมก็เข้าใจนะ
ว่าเราอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เค้า (เค้าก็คิดหนักเหมือนกัน เวลาวันเกิดผมน่ะ)
เวลาเที่ยงคืน 00.00 น. ก็เล่น Ukulele เพลง Happy Birthday ให้เธอฟังครับ ^ ^
0046 : หัดวาดแผนที่สู่อิสรภาพทางการเงิน
คนส่วนมากมีความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ
แต่น้อยคนนักที่จะมีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวเพื่อคว้าชัยชนะ - Bobby Knight
วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวเกษียณครับ
บางคนอาจจะว่า แหม อายุยังไม่เท่าไหร่เลย ทำไมพูดถึงเรื่องเกษียณซะแล้ว
ผมก็ขอตอบว่า การเกษียณของผมนั้น
ผมหมายถึง "การมีอิสรภาพทางการเงิน" ครับ
วันเกษียณของผมก็คือ วันที่ผมมีอิสรภาพทางการเงิน
วันที่ผมมีอิสรในการเลือก ผมอยากจะทำงานก็ได้ ไม่ทำก็ได้
เพราะผมมี Passive Income ที่สามารถเลี้ยงผมและครอบครัวได้
โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากเงินเดือน หรือจากการค้าขาย
บางคนมีอิสรภาพทางการเงินแล้วก็ยังทำงานประจำต่อก็ได้ ไม่ผิด...
ไม่จำเป็นว่ามีอิสรภาพทางการเงินแล้วต้องหยุดทำงานอยู่กับบ้านเฉยๆ
หรือไม่ก็ไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนา ตามแบบที่เหล่า MLM เอาข้อนี้มาดึงดูดใจ
จั่วหัวด้วยประโยคเด็ดโดนใจของ Bobby Knight ( ใครฟระ ?! )
ซึ่งผมจดมาจาก Twitter
" คนส่วนมากมีความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ
แต่น้อยคนนักที่จะมีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวเพื่อคว้าชัยชนะ "
เหมือนกับเรื่องของ "อิสรภาพทางการเงิน" นั่นแหละครับ
หลายคนบ่นอยากรวย ไม่อยากทำงานประจำ อยากไปทำอะไรที่ชอบ
แต่ติดตรงที่จำเป็นต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
ซึ่งบางคนก็เอาแต่บ่น แต่ไม่เคยคิดมองหาหนทาง
หรือไม่เคยจะวางแผนในการเดินทางในเส้นทางที่อยากเดิน
แล้วมันจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไรกันนน!
ผมเลยอยากให้ทุกคนหันมาวางแผนครับ
ก่อนอื่นเราก็ต้องถามตัวเราเองก่อนว่า "อิสรภาพ" ของเรานั้นมี " ราคาเท่าไหร่ ? "
ราคาที่ว่า ก็คือ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่เราต้องใช้ต้องจ่ายนั่นเอง มันเท่าไหร่ ?
เอาแค่ปัจจุบันก็ไม่ได้นะครับ ต้องคิดเผื่อล่วงหน้าไปหลายๆฉากด้วย
ต้องคิดเผื่อไปเวลามีภรรยา มีสามี มีลูกหนึ่งคน สองคน สามคน
มีพ่อตา แม่ยาย ที่ต้องเลี้ยงดู หรือ น้องเมียที่ต้องส่งเสียอะไรทำนองนั้น
หรือหากออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ ช่วงแรกๆอาจจะยังไม่มีกำรี้กำไรอะไรมาก
ต้องอัดฉีดเงินทุนเข้าไปให้กิจการบ้างอะไรบ้าง ประมาณนั้น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันมีราคาเท่าไหร่...
ลองคิดออกมาเป็นรายเดือน รายปี ดูครับ
บางคนอาจจะคิดเบ็ดเสร็จออกมาที 40,000 บาท / เดือน = 480,000 บาท / ปี
ก็ต้องมาดูว่าการสร้าง Passive Income ให้ได้ 40,000 บาท นั้นจะวางแผนยังไง
หากลงทุนในหุ้นกู้ หรือ หุ้นสามัญ ตีเฉลี่ยที่ ผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี
( อัตราผลตอบแทนนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะครับว่าจะวางแผนการลงทุนอย่างไร
บางคนอาจจะทำได้มาก บางคนอาจจะทำได้น้อย แต่ผมก็เอาอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ
ที่ทุกคนสามารถทำได้สบายๆ อย่างการลงทุนในตราสารหนี้เป็นเกณฑ์นะครับ )
ก็ต้องมี Port การลงทุนประมาณ 9.6 ล้านบาท จึงจะถือว่าอยู่ได้ แต่...!
แต่ยังไม่ปลอดภัยครับ!
ได้มา 480,000 บาท ใช้ไป 480,000 บาท
แต่ละปีไม่เหลือเงินเลย
จะอุ่นใจได้อย่างไร...?
จึงต้องมีการเผื่อ...เผื่อเจออะไรที่เราไม่คาดคิดเอาไว้บ้างครับ
ก็แนะนำให้มี Passive Income เป็น 2 เท่าของค่าใช้จ่าย ในที่นี้ก็ราวๆ 20 ล้านบาท
หรือบางคนใจร้อนก็อาจจะ 1.5 เท่า ก็ไม่มีใครว่า มันไม่ใช่สูตรตายตัว
แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคลครับ
ที่ 20 ล้านบาท จะได้ Passive Income ที่ ผลตอบแทน 5 % = 1 ล้านบาท / ปี
ตกเดือนละ 80,000 กว่าบาท ใช้เหลือเฟือ เก็บออมได้อีกทุกเดือน
เรียกได้ว่าความมั่งคั่งจะสถิตย์อยู่กับท่านตลอดไปเลยแหละครับ
จากนั้นก็ต้องมาวางแผนว่า การที่เราจะหาเงิน 20 ล้านบาท นั้น เราจะหามาอย่างไร
ต้องเก็บออมเงินเดือนละเท่าไหร่ ต้องนำไปลงทุนให้งอกเงยอย่างไร
ต้องหารายได้เพิ่มยังไงบ้าง ตรงนี้อยู่ที่แต่ละคนครับ ว่าจะวางแผนอย่างไร
ยกตัวอย่าง ถ้าสมมุติว่าเราจบใหม่ อายุ 22 เงินเดือน 20,000 + โบนัสอีก 3 - 4 เดือน
ในแต่ละปีออมเงินให้ได้ปีละ 150,000 บาท ( จากเงินออม + โบนัสสักครึ่งนึง )
นำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 10% แล้วนำผลตอบแทนมาลงทุนแบบทบต้น
จากนั้นพอเงินเดือนขึ้น (ตีสัก 7 %) ก็ออมเพิ่มในสัดส่วนเดียวกันคือ จาก 150,000 บาท
ในปีที่แล้ว ก็เพิ่มเป็น 160,500 บาท ในปีนี้
นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 10% เช่นเดียวกัน
ผลตอบแทนนำมาทบต้นอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ 22 ปี
ก็สามารถมี Port ลงทุน 20 ล้านบาทได้ ณ ตอนที่อายุ 44 ปีครับ
แต่ปัจจุบันการให้ผลตอบแทนในการทำงานประจำนั้น
สูงกว่าที่ผมประมาณไว้มาก เงินเดือนขึ้นทีเยอะแยะ
ย้ายงานทีก็เรียกเงินเดือนเพิ่มได้มาก
ทำให้หลายคนถ้ามีวินัยทางการเงินดีๆ
สามารถสร้างพอร์ตลงทุนขนาดนี้ได้ในเวลาไม่นานครับ
อย่างเพื่อผมเองทำงานได้ 3-4 ปี เงินเดือนยังไม่ถึง 20,000 เลย
ก็สามารถทำงานเก็บออมเงิน
แล้วก็นำเงินมาลงทุนให้พอร์ตกลายเป็น 7 หลักได้สบายๆ
( คาดว่าอีก 4-5 ปี พอร์ตลงทุนของไอ้เพื่อนคนนี้ มันจะไป 8 หลักแน่ๆ )
จะเห็นได้ว่า อิสรภาพทางการเงิน นั้น
มันอยู่ที่การวางแผนครับ (อีกส่วนอยู่ที่ความมีวินัย)
ยังไงก็ลองหัดวางแผนการเดินทางดูครับ
ถ้าไม่หาทาง จะเจอหนทางได้อย่างไร จริงไหมครับ ?
แต่น้อยคนนักที่จะมีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวเพื่อคว้าชัยชนะ - Bobby Knight
วันนี้ผมจะมาพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวเกษียณครับ
บางคนอาจจะว่า แหม อายุยังไม่เท่าไหร่เลย ทำไมพูดถึงเรื่องเกษียณซะแล้ว
ผมก็ขอตอบว่า การเกษียณของผมนั้น
ผมหมายถึง "การมีอิสรภาพทางการเงิน" ครับ
วันเกษียณของผมก็คือ วันที่ผมมีอิสรภาพทางการเงิน
วันที่ผมมีอิสรในการเลือก ผมอยากจะทำงานก็ได้ ไม่ทำก็ได้
เพราะผมมี Passive Income ที่สามารถเลี้ยงผมและครอบครัวได้
โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากเงินเดือน หรือจากการค้าขาย
บางคนมีอิสรภาพทางการเงินแล้วก็ยังทำงานประจำต่อก็ได้ ไม่ผิด...
ไม่จำเป็นว่ามีอิสรภาพทางการเงินแล้วต้องหยุดทำงานอยู่กับบ้านเฉยๆ
หรือไม่ก็ไปเที่ยวเมืองนอกเมืองนา ตามแบบที่เหล่า MLM เอาข้อนี้มาดึงดูดใจ
จั่วหัวด้วยประโยคเด็ดโดนใจของ Bobby Knight ( ใครฟระ ?! )
ซึ่งผมจดมาจาก Twitter
" คนส่วนมากมีความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะ
แต่น้อยคนนักที่จะมีความมุ่งมั่นในการเตรียมตัวเพื่อคว้าชัยชนะ "
เหมือนกับเรื่องของ "อิสรภาพทางการเงิน" นั่นแหละครับ
หลายคนบ่นอยากรวย ไม่อยากทำงานประจำ อยากไปทำอะไรที่ชอบ
แต่ติดตรงที่จำเป็นต้องหารายได้เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว
ซึ่งบางคนก็เอาแต่บ่น แต่ไม่เคยคิดมองหาหนทาง
หรือไม่เคยจะวางแผนในการเดินทางในเส้นทางที่อยากเดิน
แล้วมันจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไรกันนน!
ผมเลยอยากให้ทุกคนหันมาวางแผนครับ
ก่อนอื่นเราก็ต้องถามตัวเราเองก่อนว่า "อิสรภาพ" ของเรานั้นมี " ราคาเท่าไหร่ ? "
ราคาที่ว่า ก็คือ ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนที่เราต้องใช้ต้องจ่ายนั่นเอง มันเท่าไหร่ ?
เอาแค่ปัจจุบันก็ไม่ได้นะครับ ต้องคิดเผื่อล่วงหน้าไปหลายๆฉากด้วย
ต้องคิดเผื่อไปเวลามีภรรยา มีสามี มีลูกหนึ่งคน สองคน สามคน
มีพ่อตา แม่ยาย ที่ต้องเลี้ยงดู หรือ น้องเมียที่ต้องส่งเสียอะไรทำนองนั้น
หรือหากออกไปทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ ช่วงแรกๆอาจจะยังไม่มีกำรี้กำไรอะไรมาก
ต้องอัดฉีดเงินทุนเข้าไปให้กิจการบ้างอะไรบ้าง ประมาณนั้น
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ มันมีราคาเท่าไหร่...
ลองคิดออกมาเป็นรายเดือน รายปี ดูครับ
บางคนอาจจะคิดเบ็ดเสร็จออกมาที 40,000 บาท / เดือน = 480,000 บาท / ปี
ก็ต้องมาดูว่าการสร้าง Passive Income ให้ได้ 40,000 บาท นั้นจะวางแผนยังไง
หากลงทุนในหุ้นกู้ หรือ หุ้นสามัญ ตีเฉลี่ยที่ ผลตอบแทนจากเงินปันผล 5% ต่อปี
( อัตราผลตอบแทนนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะครับว่าจะวางแผนการลงทุนอย่างไร
บางคนอาจจะทำได้มาก บางคนอาจจะทำได้น้อย แต่ผมก็เอาอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ
ที่ทุกคนสามารถทำได้สบายๆ อย่างการลงทุนในตราสารหนี้เป็นเกณฑ์นะครับ )
ก็ต้องมี Port การลงทุนประมาณ 9.6 ล้านบาท จึงจะถือว่าอยู่ได้ แต่...!
แต่ยังไม่ปลอดภัยครับ!
ได้มา 480,000 บาท ใช้ไป 480,000 บาท
แต่ละปีไม่เหลือเงินเลย
จะอุ่นใจได้อย่างไร...?
จึงต้องมีการเผื่อ...เผื่อเจออะไรที่เราไม่คาดคิดเอาไว้บ้างครับ
ก็แนะนำให้มี Passive Income เป็น 2 เท่าของค่าใช้จ่าย ในที่นี้ก็ราวๆ 20 ล้านบาท
หรือบางคนใจร้อนก็อาจจะ 1.5 เท่า ก็ไม่มีใครว่า มันไม่ใช่สูตรตายตัว
แล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละบุคคลครับ
ที่ 20 ล้านบาท จะได้ Passive Income ที่ ผลตอบแทน 5 % = 1 ล้านบาท / ปี
ตกเดือนละ 80,000 กว่าบาท ใช้เหลือเฟือ เก็บออมได้อีกทุกเดือน
เรียกได้ว่าความมั่งคั่งจะสถิตย์อยู่กับท่านตลอดไปเลยแหละครับ
จากนั้นก็ต้องมาวางแผนว่า การที่เราจะหาเงิน 20 ล้านบาท นั้น เราจะหามาอย่างไร
ต้องเก็บออมเงินเดือนละเท่าไหร่ ต้องนำไปลงทุนให้งอกเงยอย่างไร
ต้องหารายได้เพิ่มยังไงบ้าง ตรงนี้อยู่ที่แต่ละคนครับ ว่าจะวางแผนอย่างไร
ยกตัวอย่าง ถ้าสมมุติว่าเราจบใหม่ อายุ 22 เงินเดือน 20,000 + โบนัสอีก 3 - 4 เดือน
ในแต่ละปีออมเงินให้ได้ปีละ 150,000 บาท ( จากเงินออม + โบนัสสักครึ่งนึง )
นำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 10% แล้วนำผลตอบแทนมาลงทุนแบบทบต้น
จากนั้นพอเงินเดือนขึ้น (ตีสัก 7 %) ก็ออมเพิ่มในสัดส่วนเดียวกันคือ จาก 150,000 บาท
ในปีที่แล้ว ก็เพิ่มเป็น 160,500 บาท ในปีนี้
นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 10% เช่นเดียวกัน
ผลตอบแทนนำมาทบต้นอีก ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ 22 ปี
ก็สามารถมี Port ลงทุน 20 ล้านบาทได้ ณ ตอนที่อายุ 44 ปีครับ
แต่ปัจจุบันการให้ผลตอบแทนในการทำงานประจำนั้น
สูงกว่าที่ผมประมาณไว้มาก เงินเดือนขึ้นทีเยอะแยะ
ย้ายงานทีก็เรียกเงินเดือนเพิ่มได้มาก
ทำให้หลายคนถ้ามีวินัยทางการเงินดีๆ
สามารถสร้างพอร์ตลงทุนขนาดนี้ได้ในเวลาไม่นานครับ
อย่างเพื่อผมเองทำงานได้ 3-4 ปี เงินเดือนยังไม่ถึง 20,000 เลย
ก็สามารถทำงานเก็บออมเงิน
แล้วก็นำเงินมาลงทุนให้พอร์ตกลายเป็น 7 หลักได้สบายๆ
( คาดว่าอีก 4-5 ปี พอร์ตลงทุนของไอ้เพื่อนคนนี้ มันจะไป 8 หลักแน่ๆ )
จะเห็นได้ว่า อิสรภาพทางการเงิน นั้น
มันอยู่ที่การวางแผนครับ (อีกส่วนอยู่ที่ความมีวินัย)
ยังไงก็ลองหัดวางแผนการเดินทางดูครับ
ถ้าไม่หาทาง จะเจอหนทางได้อย่างไร จริงไหมครับ ?
0045 : Value Visions 17-12-2011
1.) ต่อไปนี้จะหัดนิสัย "นาฬิกาปลุกปุ๊บตื่นทันที" แล้วครับ
ปกติเวลานาฬิกาปลุกแล้วผมจะขอนอนต่ออีกนิดน่า... ประจำเลย
สุดท้ายก็ไปทำงานแบบเกือบสาย รีบๆร้อนๆประจำ
ซึ่งไม่ดีเลยครับ ทำให้เราไม่มีเวลาเตรียมตัวในการทำงาน
ทางที่ดีควรไปถึงก่อนเวลาสักพัก เพื่อที่จะมีเวลาเตรียมตัว
เตรียมสมอง เตรียมข้อมูลไว้ลุยในงานที่จะต้องทำในวันนั้นๆ
การที่ไปทำงานแบบเกือบสายก็เนื่องมาจากการไม่ยอมลุกขึ้น
จากที่นอนของผมนั่นเองครับ เรียกได้ว่าผมเป็นคนที่ความอดทน
ต่อเสียงปลุกมาก พอนาฬิกาปลุกดัง ผมก็เลื่อนเวลาปลุกอีกไป 10 นาที
ทำอย่างนี้ไปสักสองสามครั้งก็สายพอดี พฤติกรรมแบบนี้ผมว่า
มันเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งแบบนึงครับ...
จากนี้ไปผมจะเลิกมันให้ได้ เปลี่ยนตัวเองเสียใหม่
ให้ตื่นมาทุกเช้าแล้วต้องลุกมาอย่างมีพลัง ชีวิตจะได้สดใสในทุกๆวัน!
2.) วันนี้มีเหตุต้องทำให้ผมตื่นแต่ตี 5 เพื่อไปส่งน้องขึ้นรถไปทัศนศึกษา
ที่เชียงใหม่ครับ กลับมาถึงบ้านเกือบ 6 โมงเช้าก็มานอนต่อ ตื่นมาอีกที...
เกือบ 11 โมง ( วันหยุดผมจะไม่ตั้งนาฬิกาปลุก เพื่อให้ร่างกายได้นอน
พักผ่อนชาร์จพลังอย่างเต็มที่ ) พอตื่น อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จ
ก็ไปทานข้าวหมูแดงที่ " ร้านนครปฐม " ครับ ร้านขึ้นชื่อของเชียงรายนะ
( ร้านประจำผมตั้งแต่เด็กน่ะ แหะๆ แต่อร่อยจริงอะไรจริงนะครับ ใคร
มาเที่ยวเชียงรายต้องมาลองชิมให้ได้เลยครับ ) จากนั้นก็ไปเดินดูหนังสือ
ที่ Central ครับ ปากก็บอกว่ามาเดินดูหนังสือ แต่กลับได้กระเป๋าใส่กล้อง
ถ่ายรูปติดไม้ติดมือกลับบ้าน เป็นกระเป๋ายี่ห้อ Manfrotto ครับ ผมเห็นว่า
ขนาดมันกะทัดรัดเหมาะสำหรับใส่กล้องไปเดินเที่ยวชิลๆดีก็เลยสอยมาครับ
โดนค่าเสียหายไป 1,300 บาท แต่ผมยอมนะ เพราะช่วงนี้หลังกะไหล่ของผม
ไม่ค่อยสมบูรณ์สักเท่าไหร่ มักจะปวดเคล็ดบ่อยๆ หากยกของหนักนี่ปวด
ประจำเลย การสะพายกระเป๋าหนักก็ส่งผลเหมือนกัน ผมก็เลยอยากหา
กระเป๋ากล้องใบเล็กๆไว้พกไปนั่นมานี่ครับ
3.) เดินซื้อของเสร็จจาก Central ก็กลับมานอนอ่านหนังสือที่บ้านครับ
ก็อ่านหนังสือเล่มที่เพิ่งซื้อมานั่นแหละครับ ชื่อ " เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน
อย่างแท้จริง เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น " อ่านรวดเดียวจนจบเลยครับ
ได้แรงบันดาลใจในการเดินสู่เป้าหมายทางการเงินอีกโขเลยทีเดียว
หากว่ากันตามหนังสือ ก็มีเรื่องที่ผมยังทำไม่ได้ในการวางแผนการเงิน
นั่นก็คือ "การกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน" ครับ ซึ่งเงินส่วนนี้เราควรจะมี
ประมาณ 3-6 เท่า ของค่าใช้จ่ายรายเดือนของเรา อย่างผมใช้จ่าย
เดือนละประมาณ 12,000 บาท ผมก็น่าจะมีเงินส่วนนี้อยู่ราวๆ
36,000-72,000 บาท อยู่ในที่ๆมีสภาพคล่องสูงหน่อย ในหนังสือก็แนะนำให้
เก็บไว้ใน บัญชีออมทรัพย์ หรือฝากประจำ ไม่ก็ Money Market Fund ครับ
ผมคงต้องแบ่งเงินออมในแต่ละเดือนเพื่อมากันไว้เป็นส่วนนี้บ้างแล้ว
ซึ่งเงินในส่วนนี้ก็ควรจะมีไว้ก็เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในชีวิตเราครับ
เช่นอาจจะ ป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับทรัพย์สินหรือคนในครอบครัว
( เอาง่ายๆ น้ำท่วมบ้าน 2 เดือนแบบที่เจอๆกันเนี่ยแหละ ไม่ก็ตกงานไรงี้ )
บางคนอาจจะเถียงว่า "ก็ฉันก็มีบัตรเครดิตอยู่แล้วจะกลัวอะไร" แบบนี้ก็ต้อง
นึกไปล่วงหน้าถึงวันนี้บิลบัตรเครดิตส่งมาถึงบ้านด้วยนะครับ ว่าถ้าเวลานั้นมาถึง
เราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายบัตรเครดิต หากเราไม่มีเงินฉุกเฉินก้อนนี้
แล้วรูปแบบการเก็บเงินก้อนนี้ อย่างผมไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมเลือก MMF แน่ๆ
เพราะผลตอบแทนสูงกว่าอีก 2 แบบที่เหลือและสภาพคล่องก็แทบไม่ต่างกัน
( MMF T+1 หากจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ใช้บัตรเครดิตรูดไป อีกวันก็ขาย MMF
เอาเงินมาชำระบัตรเครดิต ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับท่าน )
อีกอย่างที่ผมขาดไปก็คือการวางแผนในการซื้อประกันชีวิต
ซึ่งผมไม่มีประกันชีวิตที่ซื้อเองเลย ( มีแต่ที่แม่ทำให้ วงเงินไม่มากเท่าไหร่ )
อันที่จริง ผมคิดว่าผมยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีผมก็เลยไม่สนใจ
แต่บางทีหน้าที่ของมันโดยจริงๆแล้ว มันก็คือประกันชีวิต
ไอ้ที่ลดหย่อนภาษีเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น
บางทีผมคงจะต้องมีไว้บ้างครับ ต้องหาข้อมูลแบบประกันบ้างซะแล้ว
ผมไม่ได้ซื้อเพื่อตัวผมเองหรอก แต่ผมซื้อเพื่อคนที่ผมรัก...
ขอพอเท่านี้ก่อนนะครับ
เดี๋ยวคราวต่อๆไปจะเอาประเด็นอื่นๆมาแชร์ให้ฟังอีกนะครับ
หนังสือเล่มนี้ดีมากเลย เข้าใจง่าย ตรงประเด็นมากๆ
( ไม่ได้เป็นอะไรกับคนเขียนนะครับ )
ปกติเวลานาฬิกาปลุกแล้วผมจะขอนอนต่ออีกนิดน่า... ประจำเลย
สุดท้ายก็ไปทำงานแบบเกือบสาย รีบๆร้อนๆประจำ
ซึ่งไม่ดีเลยครับ ทำให้เราไม่มีเวลาเตรียมตัวในการทำงาน
ทางที่ดีควรไปถึงก่อนเวลาสักพัก เพื่อที่จะมีเวลาเตรียมตัว
เตรียมสมอง เตรียมข้อมูลไว้ลุยในงานที่จะต้องทำในวันนั้นๆ
การที่ไปทำงานแบบเกือบสายก็เนื่องมาจากการไม่ยอมลุกขึ้น
จากที่นอนของผมนั่นเองครับ เรียกได้ว่าผมเป็นคนที่ความอดทน
ต่อเสียงปลุกมาก พอนาฬิกาปลุกดัง ผมก็เลื่อนเวลาปลุกอีกไป 10 นาที
ทำอย่างนี้ไปสักสองสามครั้งก็สายพอดี พฤติกรรมแบบนี้ผมว่า
มันเป็นการผลัดวันประกันพรุ่งแบบนึงครับ...
จากนี้ไปผมจะเลิกมันให้ได้ เปลี่ยนตัวเองเสียใหม่
ให้ตื่นมาทุกเช้าแล้วต้องลุกมาอย่างมีพลัง ชีวิตจะได้สดใสในทุกๆวัน!
2.) วันนี้มีเหตุต้องทำให้ผมตื่นแต่ตี 5 เพื่อไปส่งน้องขึ้นรถไปทัศนศึกษา
ที่เชียงใหม่ครับ กลับมาถึงบ้านเกือบ 6 โมงเช้าก็มานอนต่อ ตื่นมาอีกที...
เกือบ 11 โมง ( วันหยุดผมจะไม่ตั้งนาฬิกาปลุก เพื่อให้ร่างกายได้นอน
พักผ่อนชาร์จพลังอย่างเต็มที่ ) พอตื่น อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันเสร็จ
ก็ไปทานข้าวหมูแดงที่ " ร้านนครปฐม " ครับ ร้านขึ้นชื่อของเชียงรายนะ
( ร้านประจำผมตั้งแต่เด็กน่ะ แหะๆ แต่อร่อยจริงอะไรจริงนะครับ ใคร
มาเที่ยวเชียงรายต้องมาลองชิมให้ได้เลยครับ ) จากนั้นก็ไปเดินดูหนังสือ
ที่ Central ครับ ปากก็บอกว่ามาเดินดูหนังสือ แต่กลับได้กระเป๋าใส่กล้อง
ถ่ายรูปติดไม้ติดมือกลับบ้าน เป็นกระเป๋ายี่ห้อ Manfrotto ครับ ผมเห็นว่า
ขนาดมันกะทัดรัดเหมาะสำหรับใส่กล้องไปเดินเที่ยวชิลๆดีก็เลยสอยมาครับ
โดนค่าเสียหายไป 1,300 บาท แต่ผมยอมนะ เพราะช่วงนี้หลังกะไหล่ของผม
ไม่ค่อยสมบูรณ์สักเท่าไหร่ มักจะปวดเคล็ดบ่อยๆ หากยกของหนักนี่ปวด
ประจำเลย การสะพายกระเป๋าหนักก็ส่งผลเหมือนกัน ผมก็เลยอยากหา
กระเป๋ากล้องใบเล็กๆไว้พกไปนั่นมานี่ครับ
3.) เดินซื้อของเสร็จจาก Central ก็กลับมานอนอ่านหนังสือที่บ้านครับ
ก็อ่านหนังสือเล่มที่เพิ่งซื้อมานั่นแหละครับ ชื่อ " เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงิน
อย่างแท้จริง เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น " อ่านรวดเดียวจนจบเลยครับ
ได้แรงบันดาลใจในการเดินสู่เป้าหมายทางการเงินอีกโขเลยทีเดียว
หากว่ากันตามหนังสือ ก็มีเรื่องที่ผมยังทำไม่ได้ในการวางแผนการเงิน
นั่นก็คือ "การกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน" ครับ ซึ่งเงินส่วนนี้เราควรจะมี
ประมาณ 3-6 เท่า ของค่าใช้จ่ายรายเดือนของเรา อย่างผมใช้จ่าย
เดือนละประมาณ 12,000 บาท ผมก็น่าจะมีเงินส่วนนี้อยู่ราวๆ
36,000-72,000 บาท อยู่ในที่ๆมีสภาพคล่องสูงหน่อย ในหนังสือก็แนะนำให้
เก็บไว้ใน บัญชีออมทรัพย์ หรือฝากประจำ ไม่ก็ Money Market Fund ครับ
ผมคงต้องแบ่งเงินออมในแต่ละเดือนเพื่อมากันไว้เป็นส่วนนี้บ้างแล้ว
ซึ่งเงินในส่วนนี้ก็ควรจะมีไว้ก็เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในชีวิตเราครับ
เช่นอาจจะ ป่วย หรือ เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นกับทรัพย์สินหรือคนในครอบครัว
( เอาง่ายๆ น้ำท่วมบ้าน 2 เดือนแบบที่เจอๆกันเนี่ยแหละ ไม่ก็ตกงานไรงี้ )
บางคนอาจจะเถียงว่า "ก็ฉันก็มีบัตรเครดิตอยู่แล้วจะกลัวอะไร" แบบนี้ก็ต้อง
นึกไปล่วงหน้าถึงวันนี้บิลบัตรเครดิตส่งมาถึงบ้านด้วยนะครับ ว่าถ้าเวลานั้นมาถึง
เราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายบัตรเครดิต หากเราไม่มีเงินฉุกเฉินก้อนนี้
แล้วรูปแบบการเก็บเงินก้อนนี้ อย่างผมไม่ต้องสงสัยเลยว่าผมเลือก MMF แน่ๆ
เพราะผลตอบแทนสูงกว่าอีก 2 แบบที่เหลือและสภาพคล่องก็แทบไม่ต่างกัน
( MMF T+1 หากจำเป็นต้องใช้เงิน ก็ใช้บัตรเครดิตรูดไป อีกวันก็ขาย MMF
เอาเงินมาชำระบัตรเครดิต ไม่มีปัญหาอยู่แล้วครับท่าน )
อีกอย่างที่ผมขาดไปก็คือการวางแผนในการซื้อประกันชีวิต
ซึ่งผมไม่มีประกันชีวิตที่ซื้อเองเลย ( มีแต่ที่แม่ทำให้ วงเงินไม่มากเท่าไหร่ )
อันที่จริง ผมคิดว่าผมยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ซื้อประกันชีวิตเพื่อลดหย่อนภาษีผมก็เลยไม่สนใจ
แต่บางทีหน้าที่ของมันโดยจริงๆแล้ว มันก็คือประกันชีวิต
ไอ้ที่ลดหย่อนภาษีเป็นแค่ผลพลอยได้เท่านั้น
บางทีผมคงจะต้องมีไว้บ้างครับ ต้องหาข้อมูลแบบประกันบ้างซะแล้ว
ผมไม่ได้ซื้อเพื่อตัวผมเองหรอก แต่ผมซื้อเพื่อคนที่ผมรัก...
ขอพอเท่านี้ก่อนนะครับ
เดี๋ยวคราวต่อๆไปจะเอาประเด็นอื่นๆมาแชร์ให้ฟังอีกนะครับ
หนังสือเล่มนี้ดีมากเลย เข้าใจง่าย ตรงประเด็นมากๆ
( ไม่ได้เป็นอะไรกับคนเขียนนะครับ )
Thursday, December 15, 2011
0044 : Value Visions 15-12-2011
1.) วันนี้เก็บหุ้น BLA มา 1 ไม้ครับ
เนื่องจากเห็นว่า BLA ราคานี้ถือว่ายังถูกมาก
( สำหรับ EPS ปีหน้านะครับ ) ก็ถือว่าเป็นการซื้ออนาคตครับ
สำหรับธุรกิจประกันชีวิตผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ทบต้นสุดๆครับ
ก็เลยให้ความสนใจกับหุ้นกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
แต่จะให้มอง SCBLIF ก็คงไม่ไหว สภาพคล่องน้อยเหลือเกิน
ก็เลยได้แต่คอยจดๆจ้องๆ BLA
คอยหาจังหวะสะสมไปเรื่อยๆครับ
ส่วนธุรกิจประกันภัยนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
ไม่มีเวลาอ่านข้อมูลเลย ได้แต่โหลดทิ้งไว้
ถ้างานซาเมื่อไหร่เจอกันแน่ครับ
อ้อ มีข่าว BREAKING จาก CNN ครับ :
Number of people filing for initial unemployment benefits (U.S. Jobless Claim)
falls to a 3-year low of 366,000 in the latest week, the government says.
ถือเป็นข่าวดีในสถานการณ์ที่ดูเลวร้ายเลยนะเนี่ย
แล้วคืนนี้ DJ DAX ก็เขียว (ในขณะที่นั่งเขียนบันทึกอยู่นะครับ)
2.) วันนี้ช่วงเย็นแอบแว๊บไปร้าน SE-ED มาครับ
ยังไม่เลิกงานหรอกครับ แต่รู้สึกว่าอยาก Relax ก็เลยแว๊บออกมา
ก็ได้หนังสือมาเล่มนึงครับชื่อ...
" เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น "
ลองเปิดอ่านผ่านๆดูเห็นว่าอ่านง่าย มีเนื้อล้วนๆ
ก็เลยสอยมาอ่านเพิ่มความรู้ด้านการบริหารเงินครับ
ใครที่สนใจเรื่อง อิรภาพทางการเงินก็ลองหามาอ่านดูนะครับ ผมแนะนำ
3.) วันพรุ่งนี้วันศุกร์แล้ววว!
จะได้พักผ่อนเสียที มีหนังสือที่อยากอ่านหลายเล่มเลยครับ
การพักผ่อนของผมไม่ใช่การออกไปปาร์ตี้ หรือ Hang Out อะไรหรอกครับ
แค่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน หรือเดินห้างดูหนังสือ หาของกินอร่อยๆ
ก็ถือเป็นการพักผ่อนสำหรับผมแล้ว
แต่มีบางคนแอบบอกว่าผมแปลกที่ไม่ค่อยออกไป Hang Out (น๊านนานไปที)
ผมว่าสำหรับผมแล้ว ชีวิตแบบที่ผมเป็นนี่คือธรรมชาติที่สุดของผมแล้ว
คุณจะเอาไม้บรรทัดของคุณมาวัดว่าผมแปลกไม่ได้
เราต่างก็มีวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เป็นของตัวเองใช่ม่ะ ?...
แต่จะว่าไปผมก็อยากลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์
เหมือนกันนะ (เหมือนที่เพื่อนที่ทำขายตรงชอบเอามาโฆษณา)
ชีวิตที่มีวันหยุดทุกวันมันจะเป็นยังไงหว่า... แต่ยังไงผมก็ต้องรู้อยู่ดี
เพราะถ้าวันไหนตลาดปิดก็คือวันหยุดของชาวบ้านใช่ม่ะครับ แหะๆ
เนื่องจากเห็นว่า BLA ราคานี้ถือว่ายังถูกมาก
( สำหรับ EPS ปีหน้านะครับ ) ก็ถือว่าเป็นการซื้ออนาคตครับ
สำหรับธุรกิจประกันชีวิตผมมองว่ามันเป็นอะไรที่ทบต้นสุดๆครับ
ก็เลยให้ความสนใจกับหุ้นกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
แต่จะให้มอง SCBLIF ก็คงไม่ไหว สภาพคล่องน้อยเหลือเกิน
ก็เลยได้แต่คอยจดๆจ้องๆ BLA
คอยหาจังหวะสะสมไปเรื่อยๆครับ
ส่วนธุรกิจประกันภัยนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
ไม่มีเวลาอ่านข้อมูลเลย ได้แต่โหลดทิ้งไว้
ถ้างานซาเมื่อไหร่เจอกันแน่ครับ
อ้อ มีข่าว BREAKING จาก CNN ครับ :
Number of people filing for initial unemployment benefits (U.S. Jobless Claim)
falls to a 3-year low of 366,000 in the latest week, the government says.
ถือเป็นข่าวดีในสถานการณ์ที่ดูเลวร้ายเลยนะเนี่ย
แล้วคืนนี้ DJ DAX ก็เขียว (ในขณะที่นั่งเขียนบันทึกอยู่นะครับ)
2.) วันนี้ช่วงเย็นแอบแว๊บไปร้าน SE-ED มาครับ
ยังไม่เลิกงานหรอกครับ แต่รู้สึกว่าอยาก Relax ก็เลยแว๊บออกมา
ก็ได้หนังสือมาเล่มนึงครับชื่อ...
" เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างแท้จริง เริ่มต้นง่าย แค่ใจมองเห็น "
ลองเปิดอ่านผ่านๆดูเห็นว่าอ่านง่าย มีเนื้อล้วนๆ
ก็เลยสอยมาอ่านเพิ่มความรู้ด้านการบริหารเงินครับ
ใครที่สนใจเรื่อง อิรภาพทางการเงินก็ลองหามาอ่านดูนะครับ ผมแนะนำ
3.) วันพรุ่งนี้วันศุกร์แล้ววว!
จะได้พักผ่อนเสียที มีหนังสือที่อยากอ่านหลายเล่มเลยครับ
การพักผ่อนของผมไม่ใช่การออกไปปาร์ตี้ หรือ Hang Out อะไรหรอกครับ
แค่นอนอ่านหนังสืออยู่บ้าน หรือเดินห้างดูหนังสือ หาของกินอร่อยๆ
ก็ถือเป็นการพักผ่อนสำหรับผมแล้ว
แต่มีบางคนแอบบอกว่าผมแปลกที่ไม่ค่อยออกไป Hang Out (น๊านนานไปที)
ผมว่าสำหรับผมแล้ว ชีวิตแบบที่ผมเป็นนี่คือธรรมชาติที่สุดของผมแล้ว
คุณจะเอาไม้บรรทัดของคุณมาวัดว่าผมแปลกไม่ได้
เราต่างก็มีวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เป็นของตัวเองใช่ม่ะ ?...
แต่จะว่าไปผมก็อยากลองใช้ชีวิตแบบที่ไม่มีวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์
เหมือนกันนะ (เหมือนที่เพื่อนที่ทำขายตรงชอบเอามาโฆษณา)
ชีวิตที่มีวันหยุดทุกวันมันจะเป็นยังไงหว่า... แต่ยังไงผมก็ต้องรู้อยู่ดี
เพราะถ้าวันไหนตลาดปิดก็คือวันหยุดของชาวบ้านใช่ม่ะครับ แหะๆ
Subscribe to:
Comments (Atom)