Pages

Monday, March 3, 2014

0144 : Virtual Position



Virtual Position


วิชา virtual position เป้นวิชาที่ผมได้จากพี่โบและพี่ต้าน จากการไปงาน KZM Meeting 2013 ซึ่งเป็นวิชาที่เพิ่มประสิทธิภาพให้กับมุมมองในการเทรดของผมให้เพิ่มขึ้นได้ครับ


หลังจากที่ทดลองใช้ในการเทรดทั้งพอร์ตของตัวเองและพอร์ตของกองทุน มาระยะนึงก็เลยอยากจะลองเขียนสรุปออกมาดูว่า ผมจะอธิบายมันออกมาให้คนอื่นๆอ่านเข้าใจได้ง่ายๆไหม (ถือเป็นการวัดความเข้าใจในเรื่องนี้ของตัวผมเองด้วยครับ)



Virtual Position ตามความเข้าใจของผมก็คือกระสุนลม , กำไรจากการถือเงินสด หรือกำไรจากการที่ asset มันลดค่าลง อะไรทำนองนั้นครับ


มันคืออะไรยังไง ลองดูตัวอย่างสักอันนึงก่อนนะครับ
ผมยกตัวอย่างหุ้น PTT ก็แล้วกันนะครับ
สมมุติเรามี PTT อยู่ 1 หุ้น แล้วเราขายออกไปที่ราคา 300 บาท
การขายออกไปนี้ ก็คือการ Virtual Short = คือ กูมองว่ามันจะลงอ่ะ กูเลย Short ไว้ตรงนี้


ถ้า PTT ลงมา 200 บาท เราก็จะกำไร Virtual Short 100 บาท


หมายความว่า เงิน 300 ที่เราขาย PTT ถ้าเราเอามาซื้อ PTT ในราคา 200 เราจะเหลือเงินสดในกระเป๋าเรา 100 บาท นั่นคืออะไรครับ กำไีรจากกระสุนลมไง ^ ^


ผมสอนแฟนผมง่ายๆ โดยใช้กระเป๋า Chanel เป็นตัวอย่าง ผมถามแฟนผมว่า ถ้าเกิดขายกระเป๋าออกไป 100,000 บาท แล้วไปหาซื้อจากร้านที่ขายถูกกว่า โดยซื้อได้ในราคา 80,000 ตัวเองจะเหลือเงินเท่าไหร่


แฟนผมบอกก็ 20,000 ไง เออ นั่นแหละ virtual position
short กระเป๋า Chanel ที่ราคา 100,000 มา close short แล้ว open long ที่ 80,000


อย่างทองคำ ถ้าเรามี long 1200 มาปิด long ที่ 1350
เท่ากับว่าเรามองว่ามันจะไม่วิ่งต่อแระ ณ จุดๆนี้ (ทำเสียงเหมือนพริตตี้)
พอมันลงต่ำกว่า 1350 กระสุนลม หรือ virtual short @ 1350 เราก็จะกำไร


ถ้ามันลงมา 1250 แล้วเรากลับเข้าไป long ใหม่ก็เท่ากับว่าเรามี long เหมือนเดิม(ตอนแรกเรา long 1200) แต่ในกระเป๋าเรามี Cash Flow อยู่อีก 100


เหมือนเราเป็นพ่อค้านั่นแหละครับ ซื้อถูก ขายออกไปได้กำไร ก็กลับมาซื้อให้ได้ต่ำกว่าที่ขายอีกรอบ แต่เราเป็น trader เราก็ใช้ trading skill มาจับจังหวะในการซื้อ-ขายครับ

Thursday, November 28, 2013

0143 : บันทึกความสุข 28 พ.ย. 2556



บันทึกความสุข 28 พ.ย. 2556

1. นั่งคิดอยู่ว่าจะเขียนอะไรดี ช่วงนี้ที่จริงชีวิต Happy นะครับ แต่บางเรื่องก็ทำให้เราหมดอารมณ์เขียนเหมือนกัน เลยไม่ได้เขียนหลายวัน วันนี้พี่เชษฐ์โทรถามไถ่ว่าเป็นยังไงมั่ง ไม่มีบันทึกความสุขเลย ซึมเศร้ารึเปล่า ฮ่าๆ เลยต้องเขียนครับ

ที่จริงควรเขียนทุกวันแหละ เหมือนอย่างนิทานเซน ที่พระอาจารย์บอกให้ศิษย์คนไหนอยากสำเร็จให้แก่วงแขนทุกวัน วันละ 300 ครั้ง เรื่องง่ายๆแต่ว่าคนที่ทำได้ตลอดรอดฝั่งมันน้อยเหลือเกิน เพราะมันเกี่ยวกับ “วินัย” นั่นเอง

เราเองก็ต้องสู้เหมือนกัน อยากสำเร็จในเส้นทางนี้แล้วนี่หว่า เลือกเดินแล้วก็ต้องไปให้สุด

ความสุขวันนี้ คือว่า วันนี้โหลด หลักสูตรพื้นฐาน Poker ที่พี่เด่น ส่งมาให้ทาง e-mail มาอ่านครับ ภาษาไทยด้วย เจ๋งไปเลย! พออ่านจบกะว่าจะเล่นเงินจริงตามที่โค้ชแนะนำแระ เริ่มต้น 40$ ฝึกเล่นตามตาราง Umbrella ยังไงก็ไม่หมด

เอาวะ สู้หน่อย ไขว่คว้ากันต่อไป จะเดินไปไกลแค่ไหนก็อยู่ที่สองขาของเรา

2. วันนี้แว๊บไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือมา อร่อยเหมือนเดิม แต่แม่งกินเยอะไปหน่อย ฮ่าๆ หวด 2 ชามเบย ตกเย็นไม่ได้วิ่งอีก เฮ้อ อ้วนแน่เบยตรู

3. ความสุขอีกเรื่องก็คือ ได้งีบหลังเลิกงาน มันก็สดชื่นไปอีกแบบ ถ้าไม่ติดตะวันตกดินไว คงงีบก่อนแล้วค่อยไปออกกำลังกาย ปกติตอนมัธยม life style ก็ประมาณนี้เลย เลิกเรียนกลับมานอน หกโมงออกไปเตะบอล เลิกราวๆ 2 ทุ่ม หาข้าวกิน กลับบ้าน ชีวิตแม่งมีความสุขนะแบบนี้ ถ้ามีลู่วิ่งที่บ้านจะแหล่มเลย ฮ่าๆ หาเรื่องเสียตังค์อีกละตรู



"Note"

เมื่อ 2 วันก่อนก็ดูหนัง Assault on Wall street เรื่องประมาณตอน subprime คือ แฟนพระเอกป่วยเ็ป็นมะเร็งต้องรักษาโดยฉีดยาแพงๆ เงินก็เลยหมด พระเอกมีเงินเก็บออมไว้ส่วนนึง ซึ่งฝากโบรกเกอร์ดูแล แต่ไอ่โบรกก็ดันเอาไปลงทุนในพวกพันธบัตร ขยะและอสังหาฯ ซึ่งตอนนั้นราคากำลังร่วง พระเอกก็โดนฟ้อง เพราะที่ไปลงทุนอสังหาฯ มันมี leverage โดนเรียกเก็บเงินอีกราวๆ 60,000 $ จ้างทนายช่วยก็โดนกินเงินไปฟรี ทนายหัวหมอแม่งก็เหี้ยใส่ จากนั้นเมียตาย บ้านโดนยึด แถมยังถูกไล่ออกจากงานอีก พระเอกแม่งก็เลยแค้น หยิบปืนมาวางแผนเก็บทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไล่ยิงกบาลทีละรายๆ ตอนจบแม่งยังหลุดไปได้ด้วยนะ

ที่ได้ข้อคิดก็คือ...
1. ชีวิตเราเวลาแย่มันจะยิ่งโดนหมัดรัวเข้ามา ตั้งการ์ดให้ดี การ์ดตกเมื่อไหร่ก็น็อค
2. เงิน เปรียบเหมือนการ์ดรูปแบบนึงไว้ป้องกันตัวเรา มีเงิน โอกาสเจ็บก็น้อยลง หรือไม่เจ็บเลย
3. พึ่งตัวเอง ให้มากๆหน่อย สิ่งที่เราควบคุมได้ ก็คือ ตัวเราเอง นอกนั้นถือว่าเป็นปัจจัยภายนอก
4. สุขภาพแม่งสำคัญสุดๆละ ถ้าไม่รวยล้นฟ้า หมดก็หมดได้นะ ค่ารักษาแม่งแพง เพราะมันคือค่าต่อชีวิตนั่นเอง
5. ดูแลคนที่เรารักให้ดีที่สุด วันพรุ่งนี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อาจจะมาถึงหรือมาไม่ถึงก็ได้
6. ทุนนิยมมันดี ตราบเท่าที่เรายังไม่เป็นผู้แพ้ อย่าแพ้ในเกมทุนนิยม
7. นักวิเคราะห์ โบรกฯ มีผลประโยชน์ส่วนตัวของเค้าเอง ซึ่งบางทีมันก็ไม่ได้เป็นผลประโยชน์ของเรา อย่าไปเชื่อมัน แต่ต้องพยายามใช้ประโยชน์จากมันซ้อนอีกต่อให้ได้

ส่วนเมื่อวานดูเรื่อง 21 ข้อคิดที่ได้ก็คือ
1. mental หลุด ทุกอย่างพัง รักษาไว้ ถ้ารู้ว่าพังแล้วต้องถอย
2. จังหวะถอยที่ดีที่สุด คือจังหวะที่เรากำลังรุ่งเรืองที่สุด


 

Wednesday, November 13, 2013

0142 : Trade Note 13 พ.ย. 2556



Trade Note 13 พ.ย. 2556

วันนี้เห็นทองมันดีดขึ้นมา 1276 - 1277 ก็มองว่ามันน่าจะกลับขึ้นมาแล้ว ปรากฏว่าเงิบเลย ที่รู้สึกตอนนั้นก็คือ เห้ยๆๆ อะไรวะ ยังไม่หลุดเหว 1262 เลยจะกลับขึ้นแล้วเหรอ ก็เลยตัดสินใจ lock loss เอาไว้ โดยได้ราคาที่ 1277 มี Gap loss 15$

มาจุดนี้จะไปทางไหนก็แล้วแต่ตลาดพาไปแระ
ถ้าขึ้นก็จะ let profit run ไม้ long @ 1277 ขึ้นไป ถ้ากำไรก็ตั้ง Stop Profit เหนือราคาทุน

ส่วนกระสุนทีม ก็ตั้ง Stop Profit ไว้ที่ 1295 
แต่น่าจะปรับเข้าสูตร risk management ที่ใน blog พี่ต้านดีกว่า
หา 2 ส่วนคือ กำไรส่วนเกินมาตรฐาน = (กำไร max 45$ - กำไรมาตรฐาน 15$) / 2 = 15$
กำไรที่ควรทำ = กำไรมาตรฐาน 15$ + กำไรส่วนเกินมาตรฐาน 15$ = 30$
คิด Safety Factor 20% = 30$ - 20% = 24$
1305$ - 24$ = 1281$ คือ จุด stop profit
มันใกล้ไปหว่ะ ขอ safety factor 30% ก็แล้วกัน ตั้งสัก 1285 ดีกว่า ห่าง market  price หน่อยนึง


0141 : บันทึกความสุข 13 พ.ย. 2556



บันทึกความสุข 13 พ.ย. 2556

1. วันนี้หุ้นปันผล HMPRO เข้า port ทำให้ nav port ที่ปริ่มๆจะ loss กลับมาบวกได้ และทำให้ต้นทุน hmpro ในพอร์ตลดลงไปอีก รวมๆแล้วตอนนี้ลดทุนไปได้ราวๆ 40 กว่า % แระ เย้ๆ ใกล้จะได้มองหาตัวใหม่แล้ว   อันที่จริงการเทรดแบบ KZM บ้านๆของเรามันก็คล้ายๆกับสมการของ Ray Dalio อยู่บางส่วน พอทำไปๆ ก็จะรู้สึกว่าเอ๊ะ นี่มันก็คล้ายๆกันเลยอ่ะ   อย่างช่วงแรกๆที่เริ่มศึกษา kzm พี่โจแนะนำให้เทรดลดทุนโดยใช้ kzm มองย้อนไป มันก็คือการทำ true alpha แบบนึงนั่นเอง เพียงแต่แตกต่างกันในรายละเอียด พวก mm หรือ กลยุทธ์ต่างๆ

2. วันนี้กลับมาทำงานวันแรก งานก็รออยู่เยอะเลย ฮ่าๆ ก็พยายามเคลียร์ไปจนได้ แต่ก็สามารถรักษาความคิดไม่ให้บ่นหรือคิดลบได้ตลอดวัน บางทีการบ่นอาจจะเป็นการระบาย แต่มันก็จะส่งพลังด้านลบออกมาปกคลุมตัวเราเช่นกัน และมันทำให้เรามองหาความสุขได้ยากขึ้นละมั๊ง ก็เลยอย่างที่เคยเขียนไป คือ เราตั้งใจว่าจะไม่บ่น ไม่คิดลบ ถ้ารู้ตัวก็จะรีบดึงสติกลับมา

3. ช่วงบ่ายๆน้องบิ๊ก แตมูจิน ข่าน Facebook Chat มาคุยเกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน ถามว่า “คู่ชีวิตของพี่ มีส่วนช่วยในการบรรเทาความทุกข์ของพี่ ส่วนใหญ่ไปในทางไหนมากกว่ากันครับ ระหว่าง การให้คำแนะนำ หรือ การนั่งฟังเรา เฉยๆ”

เราตอบไปว่า ส่วนใหญ่เค้ารับฟังเรามากกว่า ไม่ค่อยได้ช่วยแนะนำอะไรเท่าไหร่ แต่การที่เราได้พูดออกไป เราเชื่อว่ามันทำให้เราสามารถหาทางออกให้ปัญหาอุปสรรคที่เราพบเจอได้ง่ายขึ้น การพูดก็คือการเรียบเรียงความคิด เหมือนการเขียน เมื่อความคิดเรียงตัวกัน มันก็จะคิดเป็นระบบมากขึ้นละมั๊ง

จริงๆคนที่คอยฟังเรานั้นหายากนะ เพราะโลกเราทุกวันนี้ไม่ค่อยมีคนฟังกันเท่าไหร่  ส่วนใหญ่เราต่างก็ต้องการพูด ต้องการสื่อสิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งบางทีหากอาการหนักๆก็จะเป็นอย่างในปัจจุบันเกี่ยวกับพวกกีฬาสีต่างๆ ต่างคนต่างเชื่อ ต่างแสดงความคิด จนบางทีก็แสดงออกรุนแรงเกินไป

คนเราต้องการคนรับฟัง ถ้าเจอคนที่รับฟังเราแล้ว หรือเจอคนที่เค้าพร้อมเล่าทุกอย่างให้เราฟัง จงรักษาเอาไว้ให้ดีๆ ^ ^

อีกเรื่องนึงก็คือ พองานแต่งงานเสร็จความรู้สึกก็คือ โอ้ เหมือนหน้าที่ความรับผิดชอบมันเพิ่มขึ้นเลย ซึ่งมันเป็นแค่ความรู้สึกนะ ประมาณว่า เห้ย เราจะมาเหยาะๆแหยะๆ เล่นๆไม่ได้แล้ว มีคนข้างหลังเราแล้วหว่ะ ตั้งใจเดินหน่อย ต้องพยายามให้มากขึ้น ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น จนปกป้องคนที่เรารักได้จริงๆ

บางทีมันเป็นแรงบันดาลใจโดยปริยายมั๊งครับ อารมณ์ประมาณ อ.เฉลิมชัย ตะโกนบอกว่า มึงต้องสู้! สู้ยิบตานะโว้ย! แพ้ไม่ได้! มึงลองคิดดูถ้ามึงแพ้ มึงไม่ได้แพ้คนเดียวแล้วนะ!

0140 : บันทึกความสุข 11 พ.ย. 2556



บันทึกความสุข 11 พ.ย. 2556

1. เสร็จสิ้นไปอีก 1 เรื่องกับเรื่องของงานแต่งงาน โล่งสักที ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อไปได้เต็มที่ มันเป็นความรู้สึกเหมือนเราเริ่มต้นนับ 1 อีกครั้ง แต่ตอนนี้มันเหมือนนับ 1 แค่จำนวนไมล์ ไม่ได้นับ 1 ด้าน skill หรือเงินทุน

ยังจำวันที่ทำงานวันแรกได้ดี เปิดบัญชีเงินเดือน ฝากเข้าขั้นต่ำ 100 บาท 555 (เรียนจบมาไม่มีเงินเก็บสักบาท มาเริ่มเก็บก็ตอนทำงาน กว่าจะเก็บได้แต่ละพันละหมื่นก็ช้ามาก ดีที่ได้เกาะมากะ bottom ของตอน subprime ด้วยความโชคดีก็เลยทำให้เงินเก็บโตไว

แต่ต่อไปนี้ก็คงมาโฟกัสเรื่องการเทรดได้เต็มที่มากขึ้น (ตราบเท่าที่ยังไม่มีลูก ฮ่าๆ) และมันก็อีกเรื่องนึง ซึ่งการมีครอบครัวแล้วเป็นสิ่งที่ทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้น มห้เก่งพอที่จะดูแลครอบครัวได้ แต่ก็ต้องรักษาความสุขของครอบครัวไปพร้อมๆกัน

2. วันนี้ไปแบงค์มาครับ ไปทำประกันชีวิต "บัวหลวงห่วงครอบครัว" มา ก็กะทำให้เป็นของขวัญแต่งงานให้กะภรรยสครับ ทำให้ตัวผมเอง แล้วก็ให้ภรรยาเป็นผู้รับผลประโยชน์

โดยตามแผนการเงินของผมที่วางไว้ก็คือ ต้องมีกรมธรรม์คุ้มครองไว้ประมาณ 60 เท่าของ ค่าใช้จ่ายรายเดือนครับ คิดง่ายๆว่า สมมุติ ถ้าเราเป็นอะไรไป ครอบครัวเราจะอยู่ได้โดยไม่มีเราเป็นระยะ 5 ปี (ซึ่งคงนานพอสำหรับตั้งต้นตั้งตัวกันใหม่ได้)

ตอนนี้ผมยังใช้เกณฑ์ ค่าใช้จ่ายเดิมอยู่ครับ (ตอนตัวคนเดียว) ซึ่งคิดไว้คร่าวๆก็ตกเดือนละ 30,000 บาท เท่ากับว่าผมจะต้องมีกรมธรรม์คุ้มครอง 1,800,000 บาท

ของเก่าถ้ารวมของที่ทำวันนี้ก็ 1,750,000 บาทแระ แต่ว่าพอเราแต่งงานตรงนี้ก็คงต้องคิดใหม่อีกทีครับว่าจะปรับเป็นเท่าไหร่ ถึงป้องกันความเสี่ยงให้ครอบครัวเราได้

อีกระยะนึงตัวเลข 60 เดือน ผมคิดว่าอาจจะปรับเพิ่มขึ้นด้วยครับ ตามสัดส่วนเงินออมเพื่อซื้อ product ประกันชีวิต ที่จะออมได้เพิ่มขึ้นทุกๆปี

3. ตลาดหุ้นไทยวันนี้ร่วงแรงในช่วงเช้า ช่วงท้ายกลับมาได้ โอ้ว KZM กอง B , D กินตังค์อีกแว้ว กอง A ก็เกือบได้ขายเหมือนกัน ขาดไปหน่อย 555

KZM เพื่อนผมบางคน (ที่ไม่เข้าใจระบบ แต่อยากวิจารณ์) มองว่า เป็นการซื้อถัวขาลง , ซื้อขายบ่อยเปลืองค่าคอมฯ , กำไรน้อย

บางทีคำวิจารณ์เหล่านี้มันก็น่ารำคาญ แต่อีกทางหนึ่งมันก็เป็นคำถามให้เราต้องตอบตัวเราเอง (ไม่ต้องไปตอบไอ่คนถามหรอก) ว่า "เรากำลังทำอะไรอยู่"

ซึ่งถ้าเรารู้ตัวว่าเราทำอะไรอยู่ ทำตามแผนของเราไหม เราก็แค่เดินต่อไป...

อย่างผมมองว่า KZM แม่งมันคือร้านขายของชำของผมหว่ะ แม้ผมจะทำงานประจำ ผมก็ยังแอบเปิดร้านได้ ถ้ารวมตลาด Fx & Commodity ร้านผมก็เปิดพอๆกับ 7-11 เพียงแค่หยุด เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้นเอง

ผมเป็นคนเลือกของมาขาย มีให้เลือกตามระดับราคา แรกๆทุนผมน้อย ผมก็มีสินค้าไม่กี่อย่าง พอผมกำไรผมก็เอากำไรไปขยายร้าน

ได้ตังค์มาผมก็เอามาสะสม asset (true alpha) เพื่อสร้าง passive income

นี่ก็คือความคิด หรือ แผนแบบบ้านๆของผมที่ผมต้องถามตัวเองเสมอว่า "เราเดินตามเกมของเราอยู่ไหม...?"