Pages

Wednesday, October 10, 2012

0073 : Basic KZM



วันนี้ผมจะมาพูดถึงการเทรดแบบ KZM แบบ Basic นะครับ
ซึ่งเจ้าตำหรับการเทรดแบบนี้ก็คือพี่ต้าน Mudley Group นั่นเอง
ซึ่งผมเองก็อาศัยเรียนรู้จากสิ่งที่พี่ Mudley เค้าได้เผยแพร่ไว้
ตาม Pantip หรือใน Blog ของพี่เค้าครับ

การเทรด KZM นั้น หากเรามองผิวเผินอาจจะดูเหมือนยุ่งยาก
เพราะมีตั้ง 4 กอง แถมยังให้แบ่งการเข้าซื้อเป็น Unit ย่อยอีก
ซึ่งอันที่จริงแล้วหากเราตั้งใจมองและทำความเข้าใจดีๆ
เราจะพบว่าการเทรดแบบนี้ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่เราคิดเลยครับ
ตรงกันข้าม มันกลับง่ายมากๆด้วย ง่ายจนผมเอาไปสอนแฟนผม
เค้าเข้าใจ concept ใน 5 นาทีด้วยซ้ำ

ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า KZM คืออะไร
KZM ย่อมาจาก Killer Zone Model by MudleyGroup ครับ ยาวม่ะ : )
อันที่จริงมันคือการเทรดแบบ Fraction Trading ซึ่งพี่ Mudley
เค้าอธิบายว่ามันคือ "การต่อสู้โดยสัดส่วน"
เหมือนตลาดหุ้นเป็นสงคราม
ตัวนักลงทุนแต่ละคนก็คือแม่ทัพ
เงินของนักลงทุนแต่ละคนก็คือกองทัพ
การต่อสู้โดยสัดส่วน ็คือ การแบ่งเงินของเราเป็นส่วนย่อยๆ
เหมือนเป็นกองทัพเล็กๆ เพื่อส่งไปต่อสู้กับกองทัพของคนอื่น
( เช่น นลท. สถาบัน , นลท. ต่างประเทศ ) ในสถานการณ์ต่างๆ
โดยเงินที่เราแบ่งไว้เป็นส่วนย่อยๆ จะเรียกว่า "กอง"
แต่ละ "กอง" ก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันไป

พี่ Mudley เค้าจะให้แบ่งเงิน เป็น 4 กอง เท่าๆกัน นะครับ ดังนี้ครับ
กอง A   เป็นกองกำลังหลัก ( Zone Trading )
กอง B   เป็นหน่วยรบคุ้มกันกอง A ( Day Trade )
กอง C   เป็นหน่วยรบแบบกองโจร ( Technical Trading )
กอง D   เป็นหน่วยอารักขากองโจร ( Day Trading )

โดยทั้ง 4 กอง ก็จะมีหน้าที่ต่างกัน บทบาทต่างกัน
และแต่ละกองยังช่วยฝึกฝน Skill ในการเทรดให้กับเรา ดังนี้ครับ

กอง A ช่วยฝึกเรื่องวินัยในการเทรด ( เทรดตามโซน )
กอง B เป็นการฝึกสัญชาติญาณในการเทรด ในการหาจุดออกทำกำไร ใน Zone
กอง C เป็นการฝึกอ่านกราฟ เทคนิคคัล Skill รวมทั้ง Trading Skill
กอง D เป็นการฝึกสัญชาติญาณในการเทรด ในการหาจุดออกทำกำไร

ครั้งต่อไปผมจะมาพูดเจาะลงไปในแต่ละกอง ทีละกองนะครับ

อ้อ ผมลืมพูดถึงเรื่องวัตถุประสงค์ของ KZM
KZM นั้นพี่ต้ามเค้าออกแบบมาเพื่อให้อยู่รอดในตลาด
แม้ว่าจะเจอสถานการณ์ร้ายเพียงใด ก็จะสามารถอยู่รอดได้
ออกแบบมาเพื่อสร้างกระแสเงินสดครับ
แล้วก็เอากำไรในรูปกระแสเงินสดเนี่ย ไปต่อยอดอย่างอื่น
พี่ต้านให้ใช้แค่ครรึ่งนึงของกำไร ไปลงทุนแบบอื่นๆที่หวังผลตอบแทนมากๆ
อาจจะ KZM กับหุ้นปั่น ( เรียกว่า Virus Trading ) เพื่อเร่งกระแสเงินสด
ไม่ก็ Bet Unexpect Event กับพวก Call หรือ Put Option
หรือเก็งกำไรอย่างอื่นที่เราถนัดครับ เพราะถึงจะพลาด เราก็จะพลาดแค่กำไร
ไม่เกี่ยวกับทุนของเราครับ เพราะเราเอาแค่กำไรส่วนนึงมาเสี่ยง

นี่คือ KZM Basic Level 1 นะครับ
ซึ่งจริงๆแล้วพี่ต้านให้เทรดกับพวก ETF เท่านั้น
( แต่ผมแอบเอามาใช้กับหุ้น แหะๆ )
สาเหตุที่ให้เทรดกับ ETF ก็เพราะว่า ETF โอกาสเจ๊งน้อยมากๆๆๆ
ไม่ว่าตลาดจะถล่มยังไง หุ้นเจ๊งไปตัว ก็จะมีตัวอื่นที่เข้ามาใน ETF แทน
( เช่น SET50 เจ๊งไปตัวก็เหลือ 49 เสร็จก็มีตัวอื่นมาแทนให้ครบ 50 )
Level อื่นเด๋วค่อยพูดถึงก็แล้วกันนะครับ ผมก็เรียนถึง Level 2 อยู่เบยยยย > <

Sunday, October 7, 2012

0072 : Value Visions 07-10-2012


สวัสดีครับ

ช่วงนี้ผมรู้สึกว่าตลาดบูมมาก
ยังไงก็เทรดกันอย่างระมัดระวังด้วยนะครับ

สัปดาห์ที่ผ่านมา
ผมปรับโมเดล DSM นิดหน่อย
ซึ่งเคยสงสัยตะหงิดๆในใจ
เกี่ยวกับ ส่วน 8 ของโมเดล

ที่ผ่านมาจะเข้าใจว่า DSM นั้น
มีหัวใจของโมเดลอยู่ที่การ ขายแพงกว่าซื้อ
ง่ายๆก็ขายแล้วไปรับคืนต่ำกว่า 5 ช่อง
หรือไม่ก็รอหุ้นกลับตัว
(จริงๆมีการรับคืน 3 แบบนะครับ)

แล้วส่วน 8 นั้น
ที่ผ่านมาผมก็รับคืนที่ 5 ช่องเช่นกัน
แบบนี้ก็เท่ากับว่า เราได้กำไรแค่ 5 ช่อง
ผมก็เลยตะหงิดๆใจว่า แล้วจะกำไรเยอะๆยังไง
ก็เลยหาคำตอบจากเวบบอร์ดส่วนตัวของคุณเด่นศรี
ซึ่งผมจำได้ว่าเคยอ่านผ่านตาแว๊บๆ
เลยเข้าไปอ่านอีกครั้งนึง
ไล่อ่านหลายกระทู้เลยครับ
ได้ความว่า DSM นั้นคือการพาหุ้นไปให้ไกล
แล้วเปลี่ยนส่วน 8 ให้เป็นเงินสด
แล้วกลับมารับหุ้นในราคาถูกที่สุด
ง่ายๆก็ตั้งไว้ว่าจะรับคืนส่วน 8
เมื่อราคาลงมา 100 ช่องก็ได้(ถ้าคิดอะไรไม่ออกนะ)
ผมก็เลย Get ว่า ที่ทำอยู่นั้นมันผิด
เลยเปลี่ยนใหม่ คือ ส่วน 8 ต้องรอรับตอนหุ้นถูกๆ
แม้จะรอนาน แค่ก็สามารถใช้ "ช่องว่าง"
"แปลงร่าง" ไปเล่นตัวอื่นไปพลางๆได้

DSM มีลูกเล่นหลายแบบจริงๆ
ยิ่งมีหุ้นหลายๆตัวยิ่งสนุก เพราะได้ตังค์ทุกวัน
ผมเลยชอบเทรดตามโมเดลครับ
ไม่ว่าจะ DSM หรือ KZM
เพราะเหมือนเราเล่นตามแผน
ตามเกมที่เรากำหนด
ไม่ใช้ไปดิ้นตามเกมที่เค้ากำหนด
พอโดนเค้าตบก็ตายไรงี้ : )

Friday, September 28, 2012

0071 : Value Visions 28-09-2012


ไม่ทันไร Q3 ก็จะผ่านไปแล้ว
ปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีอีกปีนึงครับ
SET วิ่งขึ้นมา 27% ได้มั๊ง

ส่วนผลตอบแทน Port ของผมนั้นเน่าเหลือเกิน
สาเหตุก็คือในช่วงต้นปี ตัดสินใจพลาดไปหน่อยครับ
ถือหุ้นน้อยตัว และแถมไอ้น้อยตัวนั้น
ก็ดันไม่ Rally ไปกะ SET (แม่นเหลือเกิน)
เสียซะนาน จนตอนนี้ก็ยังนิ่งอยู่
(แต่ผมทยอยปล่อยไปเยอะแล้ว)

ผลตอบแทนในปีนี้ของผมอาจจะไม่มาก
และแพ้ตลาด แต่ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร
แต่สิ่งที่ได้นั้นก็คือประสบการณ์ที่มากขึ้นครับ

ปีนี้ Learning Cruve ของผม
ชันมากขึ้นเยอะเลยครับ
จากปีที่แล้วที่แทบไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่
ขี้เกียจโคตรๆ เพราะอะไรๆก็ดูง่ายไปหมด
แต่พอปีนี้พอร์ตนิ่ง ผลตอบแทนน้อย
ก็รู้ตัวว่าเราคงผิดอะไรสักอย่าง
ต้อง Active กว่าเดิมให้มากๆ
ก็เลยหาความรู้อย่างจริงๆจังๆ
จากที่เล่นหุ้นแบบมั่วๆ
เข้าเทรกแต่ละที ตามอารมณ์และทรงผมไรงี้
ก็เริ่มศึกษาโมเดลเทรด
เพื่อตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจ
แล้วก็เทรดแบบมีMoney Management
จำกัดความเสี่ยงด้วย positions sizing
แล้วก็เริ่มมี Trailing Stop แล้วครับ
จากเดิมที่ทนดูเงินหายแบบมึนๆ

ผมว่าสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในปีนี้มีค่ามาก
มากกว่ากำไรที่ได้น้อยในปีนี้เยอะเลยครับ
ปีหน้าคงอยู่ในตลาดได้ดีขึ้นแน่นอน

ส่วนปีนี้ก็ใช้ว่าจะยอมแพ้นะครับ
เหลือเวลาอีก 2 เดือน ก็สู้เต็มที่ึครับ : )

Thursday, September 27, 2012

0070 : Value Visions 27-09-2012



เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา  มีเพื่อนสนิทของผมคนนึง
โพสรายได้รายจ่ายประจำวันลงใน Group ใน Facebook
ในภาพนั้นรายได้หักรายจ่ายแล้ว จะเหลือเงินสุทธิอยู่ 50 บาท ต่อวัน
ภาพนี้ก็เลยกลายเป็นประเด็นสนทนาในวันนั้นไป
ผมก็บอกยังดีนะที่เหลือ 50 บาท
เดือนนึงก็ตกอยู่ 1,500 นะโว้ย!
บางคนไม่เหลือแถมยังต้องรูดบัตรเครดิตหมุนหนี้ไปมาอีกนะ
เพื่อนก็บอกจริงๆแล้วเหลือ 50 บาทต่อวันไม่พอหรอก
เพราะต้องมีค่าภาษีสังคม เช่นงานบุญ งานแต่ง อะไรอีกจิปาถะ

ผมก็เลยคิดว่า การทำงานแต่ไม่เหลือเงินเก็บนี่มันช่างโหดร้าย
เพราะมันเหมือนเราเอาเวลา เอาร่างกายของเรามาให้บริษัทเช่า
แต่พอรับรายได้มา เราก็ดันจ่ายออกไปหมดซะนี่
แบบนี้ ถ้าเป็นการค้าเรียกว่า ขายเท่าทุน!
อันที่จริงขาดทุนเสียด้วยซ้ำ ถ้านับค่าเสื่อมทางกายและสุขภาพจิตนะ

จริงอยู่บางทีเราอาจจะได้ประสบการณ์ หรือ Skill จากการทำงานประจำ
ไม่ก็ได้ Connection จากคนที่เราติดต่อประสานงาน นั่นก็อีกเรื่องนึง

แต่การทำงานแล้วไม่เหลือเงินเก็บ ใช้แบบเดือนชนเดือนนี่ผมมองว่า
แม่งโคตรไม่คุ้มเลย ถ้าทำไปๆ เกิด Crisis มา บริษัทปลดคน
เราไม่มีเงินเก็บ เท่ากับว่าเรามีแต่ตัวเลยนะครับ

แต่ถ้าเราทำงานแล้วเหลือเก็บทุกเดือน
เราก็ยังมีเงินมาตั้งตัว ตั้งต้นธุรกิจของตัวเอง
หรือไม่ก็มีเงินไว้ใช้จ่ายในช่วงเวลาที่กำลังหางานใหม่ได้
ไม่ก็ออมไว้ใช้ยามแก่ยามเฒ่าก็ได้เอ้า!

บางทีเราก็ต้องหันมามองตัวเงินบ้าง
ว่าแต่ละเดือน รายได้ หัก ค่าใช้จ่าย แล้วเนี่ย
เหลือกำไรที่เป็นของเราจริงๆกี่บาท ?
หรืออันที่จริงแล้วทุกวันนี้เราขาดทุนอยู่...

Wednesday, September 26, 2012

0069 : Value Visions 26-09-2012

 
 
สวัสดีครับ ,

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ
ช่วงที่หายไปก็ไม่มีอะไรมากครับ
หนีไปฝึกวิชามา อ่านตำราบ้าง หัด Set Model เทรดบ้าง
เรียกได้ว่าตอนนี้ผมก็เทรดเป็นระบบกว่าแต่ก่อนเยอะเลยครับ


พอร์ตของผมตอนนี้ก็เน้นสร้างกระแสเงินสดครับ
ใช้แนวทาง DSM ของพี่เด่นศรี
โดยที่เน้นสร้างกระแสเงินสดก็อย่างที่พี่ Mudley เคยสอนไว้ว่า
เราควรสร้างพอร์ตที่ทนทานต่อสถานการณ์การที่เลวร้ายที่สุด
และสร้างกระแสเงินสดได้สม่ำเสมอ
โดยใช้ประโยชน์จากความผันผวน
จากนั้นก็นำกระแสเงินสดนั้นมาลงทุนต่อ
เพื่อขยายพื้นที่ Asset ของเรา ( ยึดครองพื้นที่ให้มากขึ้นนั่นเอง )

ตอนแรกผมเลือก KZM ในการเทรดเพื่อสร้าง Cash Flow
แต่พอได้มาศึกษา DSM อย่างจริงๆจังๆ ก็พบว่า...
กอง A ของ KZM นั้นมันก็คือ ส่วนหนึ่งของ DSM นั่นเองครับ
กอง A ของ KZM จะคล้ายๆ ส่วน 2 ใน Formation 3-0-2-8 ของ DSM
ผมก็เลยหัดเทรดแบบ DSM ซะเลย

ถ้าพูดตามหลักการทำสงคราม
DSM นั่นเน้นที่การจัดกระบวนทัพ
สร้างสมดุลให้พอร์ต แปรเปลี่ยนตามสถานการณ์
หุ้นขึ้นก็กอดหุ้น + กล้าซื้อหุ้น
หุ้นลงรีบทิ้ง + กล้าขาย เรียกได้ว่าไม่สวนตลาด

ส่วน KZM กอง A นั้นผมมองว่า
เป็นการเทรดแบบเน้นการตั้งรับรอจังหวะสวนกลับ
คือสู้ด้วยจำนวนที่น้อยที่สุด รอจังหวะที่ได้เปรียบก็ชิงโจมตี
( ซื้อรวบ ไม้แรกๆกำไรน้อย ไม้หลังๆกำไรเยอะ )

แต่ตั้ง 2 โมเดล นั้น
ต่างก็ใช้ประโยชน์จากความผันผวน Swing ตัวของราคาหุ้นทั้งคู่


ที่นี้พอพอร์ตเราสร้างกระแสเงินสดออกมาได้สม่ำเสมอทุกวันๆ
เราก็สามารถนำกำไรนั้นไปลงทุนต่อ
ถ้าแนวพี่ต้าน MudleyGroup ก็จะให้เอาครึ่งนึงของกำไรมาเสี่ยง
เพื่อลุ้นผลตอบแทนที่มากขึ้น หรือไม่ก็ Bet แบบ Un-expect
เช่น ซื้อ Call Option ไว้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก
ถ้าตลาดปรับตัวขึ้นก็กำไรเละเทะกันไป

ส่วนทางฝั่งของพี่เด่นศรี ก็จะเน้นให้เอากำไร 50% มาขยายพอร์ต
อาจจะซื้อหุ้นตัวเดิมเพิ่มหรือขยายไปเทรดหุ้นตัวใหม่
ส่วนอีก 25% นั้นจะเก็บเป็น Cash ไว้รองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
หรือเอาไปลงุทนแบบอื่นๆ เช่น ซื้อที่ดิน , บ้าน , ตึกแถว ,
สลากออมทรัพย์ , ประกันชีวิต , เงินฝาก ฯลฯ
ส่วนอีก 25% ที่เหลือ ก็จะเก็บไว้เป็นค่าบริหารพอร์ต (จ่ายให้ตัวเอง)


สรุปนี่คือหลักการบริหารเงินของผมอย่างคร่าวๆในตอนนี้ครับ
1. เทรดเพื่อสร้าง Cash Flow
2. จากนั้นก็เอา Cash Flow ที่ได้มาไปขยายพอร์ต ( 50% ของ Cash Flow )
หรืออาจจะเก็งกำไรบางส่วน โดยยืมกลยุทธ์ KZM กอง C , D ของพี่ Mudley มาใช้ครับ
3. 25% ของ Cash Flow เก็บไว้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน
4. 25% ที่เหลือของ Cash Flow เป็นค่าบริหารพอร์ต จ่ายให้ตัวเอง
เพื่อนำไปพักผ่อน ท่องเที่ยว หรือ หาความรู้ ครับ


วันนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ
หวังว่าทุกท่านจะได้สาระจาก Entry นะครับ
( ปกติผมไม่ค่อยมีสาระเท่าไหร่ เน้นบ่น กะ เน้นเกรียน ซะส่วนใหญ่ ฮ่าๆ )