Pages

Monday, May 16, 2016

0452 : Diary 16 พ.ค. 2559


ฟีลลิ่งวันนี้ รู้สึกท้าทาย จะว่ามีความกลัวก็มีบ้าง แต่ไม่ถึงกับกลัวจนอยากจะหนี ความอยากเอาชนะมีมากกว่า เรื่องงานประจำนั่นแหละ จริงๆ ตื่นแต่เช้าไม่ค่อยอยากลุกไปทำงานเท่าไหร่ ฮ่าๆ เพราะรู้สึกว่างานมันทำให้สมองเราต้องคิดตลอดเวลา ไม่มีเวลาว่างเป็นของตัวเองเท่าไหร่เลย ... จำได้ว่าเมื่อก่อนมันไม่ใช่แบบนี้นี่หว่า แต่ก็นั่นแหละ มันอยู่ที่เราวางแผนมากกว่า ถือว่าเป็นการฝึกเพิ่ม Productivity ของเราก็แล้วกัน อย่างเมื่อคืนเราก็วางแผนทำงานของวันนี้ ... คืนนี้เราก็จะวางแผนล่วงหน้า ทำ To do list ไว้ ... ช่วงนี้เราก็เลยหยิบหนังสือ The 4-Hour Workweek ของ Tim Ferriss ติดมาอ่านอีกรอบ เค้าแนะนำวิธีเพิ่มเวลาไว้ ok อยู่นะ แม้บางข้ออาจจะทำไม่ได้ในงานของเราก็ตาม เช่น งดรับโทรศัพท์บางช่วงเวลา อะไรงี้ (บางทีทำงานเคลียร์เอกสารอยู่ ถ้าสายเข้ามือถือก็รับแล้วบอกเด๋วโทรกลับแทน พอทำงานเสร็จก็ค่อยโทรกลับ ไม่งั้นโดนดึงออกจาก Focus บ่อยๆ ก็ทำงานไม่ไปถึงไหนสักที)


การเทรดตลาดไทยวันนี้แทบไม่ได้เข้าดูเลยจ้า มีเข้าไปเติม order ช่วงบ่าย เห็นข่าวเค้าทุบ SOLAR ซะฟลอร์กัน แต่เราไม่มีส่วนกับเขาเลยไม่อะไร ปล่อยผ่าน อิอิ


ส่วน Port Forex วันนี้ server ที่ใช้ Run EA Re-start ตั้ง 2 รอบ ฮ่าๆ แต่ก็ปิด order ได้ CF มาจึ๋งนึงอ่ะ เรายังตั้งตัวไม่ถูกเท่าไหร่ว่าจะออกจุดไหนดี บางทีก็รีบปิดเกินไป (ติดมาจากการเทรด grid นั่นแหละ) ลองดูว่าเดือนนึงจะได้กี่ % ตอนนี้ได้มา 0.1% หล่ะ ถถถ


การพักผ่อนวันนี้ : ดูซีรีย์ Legend of Tomorrow ตอนล่าสุด จากนั้นก็อ่านหนังสือ
Plank : 1 นาที 15 วิฯ

Sunday, May 15, 2016

0451 : Homework For Develop Trading Skill


อันนี้ Copy มาจาก Note ใน Facebook ของน้องBANK CHUTIDECH BOONPAPHAWIT เขียนไว้เมื่อ 29 พฤศจิกายน 2015 เราเซพไว้ใน word นานแล้วแหละ วันนี้มาเคลียร์ Desktop ก็เลยเอามาไว้ใน blog ดีกว่า ซึ่งน่าจะมาจากการแนะนำของพี่สหายเรานี่เอง เพราะเนื้อหาคล้ายมาก เลยขอก็อบมาแปะเลย สะดวกดี แหะๆ


การรับรู้เป็นฐานของการคิด และพฤติกรรม  ถ้าการรับรู้ถูกปิด ข้อมูลที่จะได้รับก็จะไม่สมบูรณ์  เมื่อข้อมูลไม่สมบูรณ์  กระบวนการคิดของเราก็จะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น  ทำให้เราตัดสินใจคลาดเคลื่อนกับความต้องการได้

ทักษะสำคัญในการพัฒนาความคิดแบ่งได้เป็น 3  อย่าง

1 ทักษะในการจดจำความผันผวน  (ใจเราต้องรู้ว่า มันมีความผันผวนไม่ใช่ไปคาดเดาความผันผวนนั้นขึ้นมาเอง )

2 การรู้จักความสามารถของตัวเอง  ว่าเราทำงานได้ดีแบบไหน สภาวะไหน  และแบบไหนเราทำได้ไม่ดี  ต้องจำแนกออกมาให้ละเอียดชัดเจน เพื่อที่จะได้เข้าใจอย่างถูกต้องว่าเราเข้าใจตัวเราเองแล้วจริงๆ

3 สภาวะตลาด  เมื่อเราเทรดไปนานๆ แล้วจะรู้ว่า  ตลาดมันเล่นยังไง และสภาวะตลาดแบบไหนที่   เมื่อเราเจอเเล้ว มันจะเสร็จเรา ถึงแม้ว่าปกติเราจะเสร็จมันก็ตาม

เมื่อเราแบ่งทักษะออกมาได้แล้ว จากนั้นใช้ทักษะของ  จิตวิทยาคลินิคมาวิเคราะห์  แล้วใช้จิตวิทยาการเรียนรู้เข้าไปเสริม
 

สิ่งที่ต้องทำ    ความรู้สึก  ความคิด    พฤติกรรม

1 บันทึกการเทรดของเราทุกออเดอร์แบบ Real Time   แบ่งออกเป็น
- เทรดดี
- เทรดกลางๆ
- เทรดแย่
 เรารู้สึกอะไร เราคิดยังไง ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบไหน

2 หาข้อเสียของตัวเองออกมา

3 บันทึกความสุข

4 ฝังความรู้ลงไปในสัญชาตญาณให้ได้


Saturday, May 14, 2016

0450 : Diary 15 พ.ค. 2559


สัปดาห์นี้เป็นอะไรที่ไม่ค่อย ok เลย รู้สึกว่าไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเท่าไหร่ งานแม่มเยอะมาก ไม่ได้ออกไปวิ่งสักวัน กลับมาห้องก็ทานข้าว + ดูซีรีย์ เพื่อเป็นการผ่อนคลายจิตใจ หลักๆก็ดู The Flash , Arrow , Agents of S.H.I.E.L.D ดูหนังไป 2 เรื่อง คือ The Big Short , Cap 3 : Civil War (แบบ HD มาไวชิบเป๋ง ดีเลย ได้มาเก็บรายละเอียดอีกรอบ) พอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ จิตใจมันก็คลายความเครียดลงไป อาจจะเพราะว่าได้บ่น ได้ระบายให้ภรรยาฟังด้วยแหละมั๊ง มันเป็นการปรับ mental ที่ดีแบบหนึ่งของเราเลยแหละ ถ้าคิดอยู่ในหัวอย่างเดียวแม่มโคตรเครียดเลย

จากการกรำงานหนัก ก็เริ่มมีอาการปวดหลังขึ้นมานิดหน่อยละ ร่างกายเตือนแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มกลับมา Plank , Sit-up อีกครั้ง ตั้งใจว่าจะจัดเวลาสำหรับ Yoga ด้วย ... รักตัวเองให้มากๆ อิอิ


การเทรดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ก็ไม่มีอะไรมากเลย Key Order ก่อนไปทำงาน พักเที่ยงก็แว๊บเข้ามาดูว่ามัน match ไหม ถ้า match ก็ Key เพิ่มแค่นั้น คือ แม่มปล่อย grid ทำงานไปแค่นั้น ไม่ได้มี Bet จากมุมมองอะไรเลย เน้นปั่น CF ล้วนๆ

แต่มี Alert ตัวนึงคือ S ที่ลงมาแถว 5 บาทเราก็เก็บของที่ SAP ไว้เข้าพอร์ตจนครบ จากนั้นมันก็วิ่งเลยไป 5.5 - 5.6 เราก็ทยอยปล่อยออก เพื่อ mark zone ไว้ เออ ดีเว้ยเห้ย ต้นทุนเราก็เริ่มลดลงแระ สู้กับเค้าสบาย ถ้าเอาลงเราก็ลดทุนได้อีกรอบ ถ้าเอาขึ้น ก็เป็น Lock in profit ล้วนๆ หุหุ แต่จ้าวนี้เค้าดูแลราคาดีนะ เห็นกรอบชัดเจน แต่ก็ยื้อจนทนแทบไม่ไหวเหมือนกัน เอาจนเม่าถอดใจอ่ะ


การเรียนรู้สัปดาห์นี้ค่อนข้างน้อย มีแค่โหลด Principle แปลไทย มาอ่าน อ่านไปได้ครึ่งเล่มละ ... แต่ สัปดาห์นี้เราเริ่มหัดใช้ EA ครั้งแรกนะ เนื่องจากที่สั่งซื้อหนังสือ ฤดูหนาวของหมาป่า จากเพจ เรื่องสั้น ซึ่่งก็ทำให้ผมได้รับ Lifetime License ของ EA ที่พี่เค้าทำขึ้น ชื่อ Ulver Prime มันคล้ายๆเป็นระบบขับกันดั้ม เพราะแม้จะเป็น EA แต่ก็ยังต้องพึ่งพา skill ของคนขับร่วมด้วย หลักๆก็คือการวิเคราะห์ Trend หรือ Scenario ของตลาด รวมถึงการ Exit Positions เช่น ปิดกำไรตรงไหน หรือมอบตัว cut loss ตรงไหน ก็อยู่ที่มุมมองของ Pilot ... สัปดาห์นี้ก็ทำการเช่า server เรียบร้อยสัปดาห์หน้าคงได้ลุยกันเต็มๆล่ะครับ อิอิ


ด้านธุรกิจ Project การยึดครอง Productive ที่อเมกาของพวกเรา สัปดาห์หน้าต้อง Funding เงินก้อนแรกละ หน้าที่เราตอนนี้คือหาความรู้เรื่องทำบัญชี กับ อัพ skill เรื่องของ leadership


จบ.

Monday, May 2, 2016

0449 : Note การดู Mudley Channel ตอน Mudley Live พี่ KFC_M


Note การดู Mudley Channel ตอน Mudley Live พี่ KFC_M

Link Youtube : https://youtu.be/Kf9Q8VorZyQ


ตอนนี้มีแขกรับเชิญคือ P' KFC_M หรือ พี่อ้วน ผู้ที่ทดลองทำ KZM คนแรกๆ แล้วก็ Post บอกเล่าเรื่องราวในกระทู้ pantip ให้แมงเม่ารุ่นใหม่ๆอย่างผมได้ศึกษาครับ ผมก็เลยต้องติดตาม อิอิ

Link กระทู้ในตำนาน (ยังเข้าได้อยู่นะ) : MudleyGroup Model Real Lab Version


เริ่มต้น Live มาก็จะเป็นการพูดคุย โดย P' KFC_M เริ่มเทรดตอนปี 2551 ตอนแรกจะเทรดทองแท่ง เพราะคิดว่าทองปลอดภัยสุด แล้วก็ปรึกษาพี่ต้าน กลับได้รับคำตอบว่า มีสิ่งที่ปลอดภัยกว่าทอง ซึ่งก็คือหุ้น แต่ตอนนั้นเข้าใจว่าหุ้นมันเสี่ยง เป็นการพนัน

พี่ต้านก็อธิบายเรื่องการแบ่งเงินเป็นส่วนย่อยให้ฟัง คือ ถ้าเทรดทอง เงิน 70,000-80,000 คงซื้อได้ไม้เดียว ซื้อแล้วหมด แต่ถ้าเป็นหุ้นก็สามารถแบ่งซื้อ-ขายทีละน้อยๆ หลักร้อยหุ้นได้ แล้วก็ได้เข้าไปอ่านกระทู้แนวคิดแรกๆใน pantip (พี่ต้านไม่ได้สอนหรอก ให้ไปอ่านเอง)

ตอนเรียนเคยเห็นพี่ต้าน ขายแล้วหุ้นลง ซื้อแล้วหุ้นขึ้น แต่ก็งงๆไม่รู้ว่าทำยังไง

จากนั้นพี่ต้านให้พี่อ้วนไปเปิดพอร์ต กับโบรคที่ไม่มีขั้นต่ำ เปิดพอร์ตด้วยเงิน 5,000 บาท แล้วก็วางแผน ทำ mm ตามเงินที่มี ช่วงนั้นก็มีข้อสงสัยเยอะมาก แต่พี่ต้านก็ช่วยตอบข้อสงสัยด้วยเหตุผลได้หมด

-> แรกๆมีความกลัวอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่มากเพราะเริ่มด้วยเงินจำนวนไม่เยอะ
-> ผลตอบแทนต่อไม้ 3-5 บาท คนทั่วไปจะถามว่าทำไปทำไม เสียเวลาหรือเปล่า ?
-> แต่สิ่งที่คิดก็คือ แล้วเราจะเทรดด้วยเงิน 5,000 ไปตลอดชีวิตไหม ?
-> เงิน 5,000 ได้กำไร 5 บาท
-> เงิน 50,000 ได้กำไร 50 บาท
-> เงิน 500,000 ได้กำไร 500 บาท
-> แต่สิ่งที่ได้จากเงิน 5,000 นั้นจริงๆแล้วมันคือ ความเข้าใจ ... ทุกอย่างมันเริ่มมาจาากตรงนั้น
-> ในระหว่างทางที่ทำ หุ้นมันก็ลงๆๆ ก็มีความสงสัย ความระแวง แต่พอหุ้นมันฟื้นก็คลายข้อสงสัยออกไป
-> KZM เวลามันลงมา หรือ มันลงตลอดไป ไม่กลัวเจ๊งเหรอ ... ก็ทำตามระบบ แล้วก็ดีที่ประหยัดทุนในการวางโซน


เด็กรุ่นใหม่ เอา KZM ไปใช้กับหุ้นเลย คิดยังไง ?
-> เริ่มแรกต้องทำบน product ที่ไม่เป็น 0
-> เล่นกับหุ้นได้ แต่... ต้องดูพื้นฐานหุ้นด้วย (เลือกหุ้นให้ดีๆ)
-> สำหรับพี่อ้วน จะดู P/BV ต่ำๆ (ต่ำกว่า 1 ด้วยยิ่งดี) , มีกำไร , มีโอกาสเป็น 0 น้อยกว่าตัวอื่น
-> เล่นกับหุ้นปั่น ไม่ควร เพราะดอยแล้วจะดอยนานน


ตอนที่เริ่มทำ เจอ Sub-prime พอดี (เริ่มก่อน Sub-prime) แรกๆทำทั้งกอง A,B,C,D แต่หลังๆก็ลดลงเหลือกอง A คือ เล่นตามโซนอย่างเดียว เพราะรู้สึกว่า ok สุด
-> แค่รู้ว่าต้องขายแพงกว่าซื้อ ถ้ามันจะขึ้นต่อก็มี Zone ต่อไปให้เล่น
-> ตลาดมันมักจะไม่เป็นไปตามที่เราคิด หากเราคิดว่า เรายังไม่อยากซื้อคุมโซน หวังว่ามันจะลงแล้วเราจะได้ต้นทุนที่ถูกกว่า ตลาดก็มักจะวิ่งขึ้นไปจนทำให้เราได้ต้นทุนที่แพงกว่าเดิมเสมอ ... เจอมาบ่อย จนหลังๆ ก็ทำตามแผนไปนั่นแหละ ... พอคิดว่ามันจะขึ้น มันดันลง ... คิดว่ามันจะลง มันดันขึ้น
-> ความเสียหาย จะเป็นแค่การเสียโอกาส แต่พอร์ตไม่เสียหาย
-> คนที่ทำ kzm ควรจะเป็นคนที่ ไม่รู้อะไรมาก่อนเลย


ตอนที่หุ้นหมดมือ หลุดโซนบน ก็แอบไปเล่นหุ้นแบบอื่นมาเหมือนกัน เอา kzm ไปทำในหุ้นปั่น (เพราะได้ข่าววงในมา) พอมาย้อนดู ... ไม่รู้ว่าตอนนั้นซื้อเข้าไปได้ยังไง (เพื่อนเชียร์ล้วนๆ) ... แล้วการเทรดตอนนั้นก็ไม่ได้วางแผนไว้ ไม่ได้วางโซนไว้ว่ามันจะลงไปได้ถึงตรงไหน อาศัยความอึดอย่างเดียว ... การออกนอกระบบครั้งนั้น ผลก็คือโดนทำโทษทันที แต่ก็ได้บทเรียนกลับมา ... สุดท้ายหุ้นมันก็กลับมา แต่จิตใจพังหมดแล้ว ใจเสียทุกอย่างก็พังตามไปด้วย


สิ่งแรกที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเลือก Product ให้ถูก


ปัญหาความคิดที่ว่า... ทำแล้วได้น้อย ?
-> จริงๆแล้วมอง kzm เป็นรายได้เสริม ไม่ได้จะต่อยอดไประดับอาชีพ
-> kzm เป็นเกราะป้องกันทุนของเรา จะเล่นแบบอื่นก็ได้ เช่น ใช้เทคนนิคคอล แต่เอา kzm มาช่วยในการ mm


ถ้าไม่ได้เริ่ม kzm ตอนวิกฤติ จะทำยังไง ?
-> พี่อ้วนก็ไม่ได้เริ่มตอนวิกฤติ แต่เริ่มตอนก่อนวิกฤติ
-> หากเริ่มตอนที่หุ้นดี ปัญหาคือ เวลาเห็นเพื่อนได้กำไรเยอะๆ เราจะทนได้ไหม ?
-> หากไม่ได้เริ่มตอนวิกฤติ ก็ต้องคำนวนเงินจนถึงวิกฤติให้ได้ และหากวิกฤติมาเราทนได้ไหม ?
-> ตอนวิกฤติจะใช้เงินน้อยกว่า
-> ตอนที่ทุกอย่างมันดูดี ใช้อะไรมันก็ได้ดี ตอนนั้นเราจะมานึกถึง kzm ไหม ?
-> ทุกระบบ ต้องดูให้ครบ cycle


ทำไมหลายคนทำ kzm ไม่ได้ ?
-> เริ่มจากเงินน้อยๆ เพื่อหาความรู้
-> บางคนอยากได้ทางลัด จ่ายค่าคอร์สเป็นแสน ก็จะมีความคาดหวังที่จะอยากได้เงินแสน (หรือมากกว่า) คืน
-> mindset ของพี่อ้วนคือ ลงทุนให้ได้มากกว่าฝาก bank ก็ happy เน้นปลอดภัยสุดๆก่อน
-> การลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว (ไม้เดียว) มันยากมาก พอยิงไปแล้วก็ใจเสีย เพระจะ action ไม่ได้แล้ว
-> kzm ถึงจะได้น้อย แต่ก็ได้มากกว่าฝาก bank
-> คนส่วนใหญ่ ลงทุน 5,000 ก็อยากได้คืน 5,000 ... การหวังเท่าตัว มันก็เสี่ยงเท่าตัวเหมือนกัน
-> ตอนที่เริ่มทำ kzm แรกๆ ก็เฝ้าตลาด แต่ปัจจุบัน ดูแค่ครั้งเดียว ขอแค่มีเวลา key order เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า เราจะซื้อหรือขายอะไรที่เท่าไหร่ แล้วก็ดูว่ามี match บ้างไหม ... ถ้า match ก็ key เพิ่มไป ... จากนั้นก็ทำบัญชี ก็จบ
-> ถ้าดูตลาดก็อาจจะมีโอกาสทำรอบได้ แต่ถ้าไม่ดูเราก็เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก kzm เป็นเพียงตัวเสริมให้เรา
-> kzm พัฒนาต่อยอดได้หลายแบบ เช่น ใช้กราฟ , ใช้ future
-> kzm ระดับพื้นฐานก็ ok ในแง่ของรายได้เสริม ที่เหลือก็อยู่ที่ทุนของเรา เทรดอย่างเดียวก็อยู่ได้ แบบไม่ฟุ่มเฟือย
-> เงินทุนเป็นสิ่งสำคัญ เก็บทุนไว้ให้ได้ ที่เหลือก็มีแต่ดอกผลให้เรา


KZM ควรไปฝึกทำในหุ้นก่อนไหม ? (ทำในทองคำ , Forex ได้ไหม ?)
-> ก็อยู่ที่เราเลือก...
-> เลือกตัวที่พื้นฐานดีๆ , ไม่เป็น 0
-> ในหุ้นมันต้องใช้ความอดทนสูง (ใช้เวลานาน) , ต้องใช้เงินเยอะ
-> แนะนำให้ทำ kzm ให้ครบ cycle ของตลาด


-> คำถามต่างๆจากการทำ kzm จะถูกตอบโดย action ของตลาด
-> อยู่ในโซน ก็มี cash flow ได้ตลอด
-> หลุดโซน = ไม่มีรายได้
-> kzm ชอบหุ้นลง หรือ โดดลง เพราะได้ของถูก ประหยัดตังค์ในการซื้อหุ้น
-> การทำบัญชีสำคัญมากกกกก เพราะเราเล่นโซนตามราคา ไม่สนตัวเขียวๆแดงๆใน streaming
-> บัญชี ต้องคิดเอง ออกแบบเอง เราจะรู้ว่าทำแบบไหน เราเข้าใจ
-> คนที่อยากทำ kzm มีเยอะ คนที่ทำจริงมีน้อยมาก อาจจะเป็นเพราะใช้เวลาทำนาน
-> kzm = สิ่งง่ายๆ แต่ทำยาก คนส่วนใหญ่จะหวังผลเลยว่าทำแล้วต้องได้มากๆ
-> kzm = close system หลักการเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อ
-> เจอ DD = เก็บหุ้นได้ที่ต้นทุนต่ำ
-> kzm แรกเริ่มควรทำ 4 กอง จะได้รู้ว่ากองไหนเหมาะกันตัวเรามากกว่า
-> การเทรด bridge บน Future ต้องมีพื้นฐาน kzm เพราะ bridge มันไม่ได้บอกว่าจะขึ้นหรือลง แต่ถ้าเรามี zone kzm ณ ราคาที่เกิด bridge เราจะรู้ว่า zone นี้เราต้องซื้อหรือขาย


การ key ผิด สำคัญมาก เพราะมันทำให้เราใช้เงินเกินงบ มันเป็นเรื่องของ สติ
เมื่อเรา key ผิด ต้องย้อนกลับมามองว่า ทำไมเราถึง key ผิด ... เราขาดอะไรไปบ้าง ? ... ดู , ทวน หลายๆรอบ ไม่รู้ว่าเราจะรีบไปไหน ?


เงินของเรา ต้องมีที่อยู่
-> อยู่ในหุ้น
-> ฝากธนาคาร
ก็ปรับไปตามตลาด หุ้นลงก็ปรับมาซื้อหุ้น หุ้นขึ้นก็ขายหุ้นมาถือเงิน


Port Margin
-> มี port margin แต่ไม่ได้ใช้
-> การทำ kzm บนพอร์ต margin ก็คือ ไม่ได้ใช้เงินเต็มจำนวนตลอด แต่มีเงินสำรองเต็มจำนวนอยู่
-> Margin ช่วยให้เราวางโซนได้กว้างขึ้น

Step
-> วางเต็มจำนวน
-> ใช้ margin ขยายโซนให้กว้างขึ้น
-> ใช้ Future คือ เล่น future ให้เหมือนหุ้น ( 1 สัญญา = 1,000 หุ้น ) ... วางเงิน kzm เหมือนเดิม แต่เงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในพอร์ต 100% ที่เหลือคือเอาไปฝากแบงค์กินดอกได้อีกต่อ

KZM Future
-> kzm future หมดอายุ ก็ roll over ไปซีรีย์ถัดไป ใช้การจดบัญชีในการคุมต้นทุน
-> หากมีค่าธรรมเนียม หรือ ส่วนต่างในการ roll over ก็ใช้วิธีบวกเพิ่มกำไรในโซนไปอีกหน่อย
-> เล่น future ซีรีย์ไกลไว้ก่อน
-> ที่เล่น Future เพราะกราฟมันวิ่งไว
-> อาจจะแบ่งเป็นหุ้นกอง A แต่ Future เป็นกอง C,D
-> อาจจะเก็บโซนบนด้วยหุ้น แต่โซนล่างที่ Active เทรดด้วย Future


-> การที่หุ้นมีสภาพคล่อง มันให้กำไรที่สม่ำเสมอกว่า (ออกของง่ายกว่า)
-> หากหลุดโซนล่าง = หยุดดู
-> หากหลุดโซนบน = น่ากลัว เพราะไม่มีอะไรทำ ไม่มีรายได้ แต่จะไม่ follow ไปหาตัวใหม่ดีกว่า
-> หุ้นขึ้นๆลงๆ ก็ทำตามระบบ


-> คนเราชอบอะไรที่มันง่าย และเห็นผลไวไว
-> ปัญหาของเด็กไทยคือ การรีบขึ้นไปเล่นในเลเวลถัดไป โดยที่ยังไม่มีความเข้าใจ

จบ.



อ่านตอนก่อนหน้าตรงนี้นะครับ
Note Mudley Channel ตอน การพัฒนาตัวเองกับปลาหมึก
Note Mudley Channel ตอน เทรดเดอร์ยุคใหม่และโอกาส
Note Mudley Channel ตอน Principle ของเทรดเดอร์
Note Mudley Channel ตอน How to observe market from micro account
Note Mudley Channel ตอน เฉลยข้อสอบกลางภาค 2016


http://value-visions.blogspot.com/
https://www.facebook.com/valuevisions/
https://twitter.com/ValueVisions

Sunday, May 1, 2016

0448 : Note การดู Mudley Channel ตอน เฉลยข้อสอบกลางภาค 2016


Note การดู Mudley Channel ตอน เฉลยข้อสอบกลางภาค 2016

Link Youtube : https://youtu.be/uZd54MTxX1o
Link Youtube : https://youtu.be/NlhQRixf2qk


อันนี้ผมดูค้างไว้นานมา ตั้งแต่ช่วงหยุดสงกรานต์ พอเปิดทำงาน งานเยอะเลยไม่ได้ดูต่อ เพิ่งมาดูจบเมื่อวาน ฮ่าๆ ช่วงต่อจากนี้ก็อาจจะไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่ เพราะต้องเรียนบัญชีของรามคำแหง อีก 160 ชั่วโมง (รู้เลยว่าเวลามีค่ามาก In Time สัสๆ) แต่ก็อาจจะแบ่งๆเวลาเอานั่นแหละครับ

สิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราใช้เวลามันก็มีผลกับเราอ่ะเนอะ


มาเข้าเนื้อหาดีกว่า ในคลิปนี้จะพูดถึงเรื่องการสอบกลางภาค ที่ให้แปล Principle ของ Ray Dalio

การทำ Live ของ Mudley คือ ต้องการสอนคนที่ต้องการเป็น expert

การสอบ = การทดสอบว่าเรามีความพยายามในการเรียนรู้ขนาดไหน

การอ่าน = ความพยายามที่เราไม่ต้องลำบาก ไม่เก่งภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ

การอ่านมีหลายแบบ ... แต่คนทั่วไปจะอ่านแบบเดียวคืออ่านให้จบ มีสรุปบ้าง ... ถ้าเราอ่านได้แบบเดียว แสดงว่าการอ่านของเรามีปัญหา อาจจะทำให้ไม่ได้ความรู้มากนัก

หากอ่านแบบทั่วๆไปก็จะได้ความรู้แบบ Average Knowledge จำได้บ้างไม่ได้บ้าง และ มักจะคิดว่าเราเข้าใจ

ยกตัวอย่างการอ่าน ... อ่านหนังสือ 1,000 เล่ม ถ้าเจอหนังสือที่ชอบ 5 เล่ม ก็ต้องไปลงรายละเอียด นี่คือการอ่านที่เหมาะสม อันไหนที่เราชอบ ต้องลงลึก หรือ อะไรที่มันเกี่ยวข้องกับอาชีพของเรา ความรู้ของเรา ต้องลงในรายละเอียด

บางทีการอ่านแบบสรุปของเรา (อ่านแบบ Scan แล้วสรุป) ทำให้เราทิ้งรายละเอียด อาจจะข้ามเนื้อหาที่เราคิดว่าไม่สำคัญ และตัดมันออกไป ซึ่งจริงๆแล้วมันอาจจะสำคัญก็ได้

การสอบก็เลยให้อ่านสิ่งที่สำคัญ คือ Principle เนื่องจาก อยากให้เจอกำแพงด่านแรก เช่น ไม่ชอบอ่านหนังสือ , เกลียดภาษาอังกฤษ , ความขี้เกียจ ซึ่งเราก็จะได้รู้ว่าตัวเรามีกำแพงอะไรขวางอยู่

... แล้วทำไมต้องอ่าน Principle -> เพราะจะได้เข้าใจแนวคิดจากประสบการณ์ของ Ray Dalio ... และเพื่อไม่ให้เราตัดสินว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ ก็เลยให้แปลทั้งหมดเล่มก่อน ซึ่งมันจะเป็นการอ่านแบบละเอียด

ส่วนใหญ่คนเรามักจะพลาดโอกาสในชีวิต เพราะการด่วนตัดสินใจ ว่าอะไรสำคัญหรือไม่สำคัญ (ซึ่งจริงๆแล้วมันอาจจะสำคัญก็ได้)

ทุกอย่างที่เราด่วนตัดสินใจไปก่อน มันอาจจะทำให้เราพลาดเนื้อหาสำคัญไปก็ได้


การสอบกลางภาค จะวัดว่า แต่ละคนมีความพยายามอยู่ในระดับไหน ?
Slow life , เป็ด , expert , มีความพยายามสูง ... ทุกคนจะรู้ตัวเอง

หากความพยายามน้อย ... การเทรนเป็นมืออาชีพจะยาก !


การอ่านแบบ Speed Reading คืออะไร ?
มันคือการ scan ว่าเราชอบหนังสือเล่มนี้ไหม ควรจะลงลึกไหม เพราะสิ่งสำคัญในการ learning something คือ เมื่อเรารู้ว่าเราชอบอะไร ก็ต้องลงลึกกับมัน
 

ยิ่งเข้าใจธรรมชาติ ยิ่งเทรดได้ดี
เข้าใจหรือไม่ ... วัดจาก equity curve


การสอนของ mudley จะสอนแบบให้สัมผัสกับความเป็นไปของโลกแบบจริงๆจังๆ ... ขณะที่เราไม่พยายาม จะมีคนอีกหลายคนที่เค้าพยายามอยู่ ถ้าเราอยากทำอาชีพนี้ แต่ไม่พยายาม เราจะมีจุดยืนในอาชีพนี้ได้อย่างไร ในขณะที่คนอื่นเขาพยายามมากกว่า ... ต้องมองให้เป็นอาชีพ คนที่พยายามมากกว่าก็จะมีสปอตต์ไลท์ส่องไปที่เค้า


อุปสรรค หรือ กำแพง ที่เราเจอนั้นมันเล็กน้อยมาก เทียบกับเด็กเอธิโอเปีย ยังไม่ได้เลย !


สิ่งสำคัญถ้าเราอยากจะ learning คือ energy
ต้องมีพื้นฐาน energy ที่ดี ... แบตเตอร์รี่มากกว่าคนอื่น

การเพิ่มแบตเตอร์รี่ให้ตัวเอง เราควรจะเพิ่ม Capacity
อย่างแรกคือ รู้ว่า limit ของเราอยู่ตรงไหน เช่น การแปล principle แต่ละคนก็จะมีปฏิกิริยาต่างๆกันไป บางคนมีข้ออ้าง หรือ logic ต่างๆ (ทำไมต้องทำ , ไม่จำเป็นหรอกม๊าง , ไม่มีเวลา ...) นั่นคือ limit ของเรา ... มนุษย์เรา limit แรก ก็คือ ข้ออ้าง ... ข้ออ้าง + logic ที่จะไม่ให้เราเกิน limit

ยกตัวอย่าง ถ้าพี่ต้านเป็น leader ของวงการ ก็จะไม่อยากให้คนอื่นๆ เกิน limit เพราะมันหมายถึงการมีคู่แข่ง จึงอยากจะให้มีคนที่อยู่ในระดับ average เยอะๆ สปอตต์ไลท์จะได้ส่องไปที่พี่ต้าน ให้คนอื่นๆฝึกผิดๆถูกๆ อยู่สบายๆชิลๆ เป็นเหยื่อที่จับกินง่าย เราจะรู้สึกว่าความสบาย ความง่ายมัน makesense

จงคิด วิเคราะห์ ให้ดีๆ ว่าเรา ok ไหม กับสิ่งที่เราจะเป็น ... ถ้าไม่ ok ก็ต้องพยายามก้าวข้าม limit ของเราไปให้ได้ (เลือกแบบไหน ก็ต้องยอมรับผลของความเชื่อเรา)

บางทีต่อให้เรารักสงบ แล้วเราไม่มีทักษะบางอย่าง ก็อาจจะกลายเป็นเหยื่อได้ วันไหนเราเจอผู้ล่า ก็เป็นเหยื่ออยู่ดี


การเพิ่ม limit เริ่มจาก ร่างกาย ก่อน ซึ่งก็คือการว่ายน้ำ (มีผลการวิจัยว่ามันช่วยได้หลายอย่าง) ในบาง Firm อาจจะให้วิ่ง , ปั่นจักรยาน , ชกมวย ... มันอยู่ที่ mentor ว่าจะ Research ลึกขนาดไหน

ทำไมให้เทรดเดอร์ว่ายน้ำ ? ... เพราะมันจำเป็นในการฝึก และมาจากการ Research ไม่ได้คิดไปเอง และ กีฬาแต่ละแบบไม่เหมือนกัน ให้ outcome ต่างกัน ... กีฬาหลายๆประเภทไม่ได้ช่วยให้เทรดเดรอ์ซ่อมแซมเซลล์สมองได้เท่ากับว่ายน้ำ

เวลาเทรดเก็บ exp หน้าจอ ถ้าไม่ว่ายน้ำ ก็จะเหมือนปลาทอง เรียนไปก็เท่านั้น ... เวลาว่ายน้ำอ็อคซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น จาก Research ก็คือ ขั้นต่ำ 14%

Process ในการเป็น mentor ต้องมีการวิจัยมาก่อน ไม่เอา process มั่วๆมาเทรน ... ไม่เอาเด็กมาเสี่ยงกับความเชื่อส่วนตัว


การสร้าง Energy
-> เริ่มออกกำลังกายในประเภทที่เพิ่มแบตตอร์รี่ (ว่ายน้ำ)
-> ว่ายน้ำแล้วต้องหาเวลา NAP ... แต่ถ้าว่ายแล้วทิ้งไว้นานไม่ได้ NAP มันจะกลายเป็นการฝืน ... ใช้ Energy  แล้วก็ต้อง Refresh กลับมา
-> ฝึก เพื่อเป็นนายของร่างกาย
-> ต้องพร้อมที่จะ NAP ตอนเพลียหรือล้า จะได้ไม่เป็นการ ฝืน
-> ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ออกกำลังกายให้หนัก
-> การว่ายน้ำให้คอนโทรลสโตรคให้เหนื่อยพอที่จะ NAP (วันละ 2 รอบ)
-> กิน , ว่าย , พัก , NAP , ใช้ชีวิตปกติ
-> สารกระตุ้น เช่น พวกกาแฟ ในระยะยาวไม่ Work
 
เมื่อ Physical พร้อม Mental ก็จะมา ... Physical เป็นประตูแรกของการเพิ่มแบตเตอร์รี่ ... ต้องเริ่มที่ Physical


ณ ปัจจุบัน เรามีความพยายามแค่ไหน ?


มืออาชีพ
-> พร้อมที่จะแพ้ได้
-> ไม่มีเวลาดราม่า -> เอาเวลาที่มีไปฝึกฝน -> คนอื่นเค้าก็ฝึกฝนตลอดเวลาเหมือนกัน


แนะนำให้อ่านหนังสือ "ฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก สอนวิธีคิด"


คนที่จะเป็น The Best ต้องมี Passions จริงๆ
เป็น Thinker ไม่ใช่ Logic ... คือ รู้จักคิด ประมวลผล ไม่ตัดสินผิดถูก เพราะมันเสีย Energy
เจออะไรที่เหมาะก็นำไปใช้ ไม่เหมาะก็ปล่อยผ่านไป


คนที่ Success จะมีหลักคิดของตนเอง ที่ให้อ่าน Principle ก็เพื่อให้มีหลักคิด


ต้องคิดตั้งแต่เรื่องการเลือกโบรคเกอร์
-> จะเทรด Forex ทำไมไม่เลือกโบรคที่มันมั่นคงตั้งแต่แรก
-> สิ่งสำคัญที่สุดคือ เงินต้องไม่หาย ไม่สูญ ไม่ใช่เหรอ ?
-> แต่เรายังชอบเห็นผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆเฉพาะหน้า เช่น spread ต่ำ ... เรามักโดนผลประโยชน์เฉพาะหน้าหลอก
-> การ protect เงิน สำคัญ แล้วเราควรเลือกโบรคไหนดีล่ะ ?


ว่ายน้ำ = ทำสมาธิ ... ส่วนวิธีอื่นต้องไปทดลองเอง เพราะพี่ต้านไม่รู้ ที่ว่ายน้ำก็เพราะปรึกษา Mentor มาแล้วเลือกใช้ ... แต่ทำสมาธิ แทนว่ายน้ำ ไม่ได้ เพราะทำสมาธิไม่ได้ Drain Energy ออกไป

การ Drain Energy จะทำให้เรา NAP ได้

การ NAP ให้ร่างกายบอกเราเอง เช่น ตื่นมาแล้วสดชื่น แต่ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง ถ้าเกินก็เรียกว่าขี้เกียจ 555

สั่งร่างกาย ... NAP = Refresh ... เราบริหารมันได้


จบ.



อ่านตอนก่อนหน้าตรงนี้นะครับ
Note Mudley Channel ตอน การพัฒนาตัวเองกับปลาหมึก
Note Mudley Channel ตอน เทรดเดอร์ยุคใหม่และโอกาส
Note Mudley Channel ตอน Principle ของเทรดเดอร์
Note Mudley Channel ตอน How to observe market from micro account


http://value-visions.blogspot.com/
https://www.facebook.com/valuevisions/
https://twitter.com/ValueVisions