Showing posts with label Spin off. Show all posts
Showing posts with label Spin off. Show all posts
Monday, November 4, 2019
0873 : My First Marathon
หลังจากเรียนมหาลัยจบและเริ่มทำงาน
จำได้ว่าเริ่มออกวิ่งเพราะอยากรักษาสุขภาพให้แข็งแรง
น่าจะช่วงปี 2552 - 2553 นี่แหละ
วันแรกๆ... ไม่สิ ปีแรกๆที่เริ่มวิ่งนั้น วิ่งวันละ 1 km. ก็เหนื่อยแล้ว
พอได้เห็นเพื่อนๆพี่ๆในแวดวงนักลงทุน & Trader หลายๆคน
วิ่งจริงๆจังๆกันมากเข้าๆ ก็ทำให้ผมเริ่มอยากจะพัฒนาตัวเองไปต่อเหมือนกัน
ก็เริ่มฝึกจากเดิมวิ่ง+เดิม 1 km. ขยับเป็นเดิน 5 km.
จนกลายเป็นวิ่งต่อเนื่องได้ 5 km. 10 km.
จากที่สมัครวิ่ง Fun Run ก็เป็น Mini แล้วก็ Half Marathon
Half Marathon แรกที่หาดคุ้งวิมาน เนินนางพญา จ.จันทบุรี
(สมัครไปเพราะว่าวิวมันสวย
แต่ไม่ได้คิดเล๊ยว่าวิวสวยนั้น...
มันจะต้องแลกมาด้วยการที่มึงต้องวิ่งขึ้นเนินสูงๆนะ 555)
จบ Half แรกก็มาลุยที่ บางแสน 21 ปี 2018 ต่อ
พอจบ 2 Half ก็คิดว่า ไป Marathon เหอะ 42.195 km.
ช่วงนั้นอยู่ช่วงเดือน ธ.ค. 2018 - ม.ค. 2019
โหลดตารางซ้อมมาดู ใช้เวลา 4 เดือน คิดว่ายังไงก็ทัน
ตั้งใจว่าจะลงที่พัทยามาราธอน ซึ่งจัดช่วงกลางเดือน ก.ค. 2019
สุดท้ายด้วยตารางชีวิต ก็คิดว่าไม่รอดแน่ๆ
ไม่มีเวลาซ้อมเลย เลยขยับไปเป็น บางแสน 42 เลยละกัน
ตารางซ้อมอันเดิม บวกกับเวลา 5 เดือน น่าจะสบายๆ (ในตอนนั้นคิดแบบนั้นนะ)
พอเริ่มซ้อมต้นเดือน ก.ค. ก็เดินทางไปนั่นมานี่ ตารางพังๆๆ
กลับมาซ้อมอีกทีปลาย ส.ค. โน่น
เสร็จ ก.ย. - ต.ค. อัดซ้อมมาเต็ม จัดการทุกอย่าง
เพราะไม่งั้นไม่รอด DNF แน่ๆ
แต่ก็ไม่ได้ 100% หรอก มีอะไรเข้ามาแทรกตลอดเช่นกัน
สุดท้ายได้วิ่ง 35 km. ไปรอบเดียว
รอบตาราง 30 km. , 34 km.หายไปเลย
ช่วงต้นเดือน ต.ค. ไปผ่าซีสต์ที่หัวอีก ทำให้ต้องพักซ้อมไปอีก 10 กว่าวัน
กลับมาอีกทีก็วิ่งเบาๆ 6.5 - 8 km. วันเว้นวัน
ระหว่างนั้นก็นอยด์มาก กลัววิ่งไม่จบ
มีแต่คำถามที่ถามตัวเองว่า จะไหวไหมๆ ไปดีไหมวะ หรือนอนอยู่บ้านดี
แล้วค่อยไปวิ่งอีกทีที่ CMU Marathon แทน
แล้วก็มาหลุดจากเสียงในหัวตัวเองได้
จากการที่ทำความเข้าใจในความกลัว ความกังวลที่มันเกิดขึ้น
ทำไมถึงกลัว DNF ทำไมต้องกังวลว่าจะวิ่งไม่จบ
ทำไมต้องหนีจากบางแสน 42 ไป CMU Marathon
จริงๆแล้วมันก็เกิดจากความกลัวที่จะล้มเหลวนั่นเอง
เมื่อผมกลัวที่จะล้มเหลว มันก็เกิดการป้องกันตัวเองขึ้นโดยการชิงล้มเลิกไปซะก่อนแม่งเลย
พอทำความเข้าใจกับมัน ก็ปล่อยวางความกลัว ความกังวล
จะ DNF ไหม จะโดน Cut off ไหม ไม่รู้หรอก
รู้แต่ว่าเราตั้งใจไปแล้วทำให้ดีที่สุด
สุดท้ายแล้วผลมันจะออกมาอย่างไรก็ โอบรับมันไว้แค่นั้นเอง
ตั้งแต่วันที่คิดได้ ก็บอกกับตัวเองว่า "ไปวิ่งให้สนุกนะเมิงงง สนุกเข้าไว้ๆ"
คืนวันที่ 2 พ.ย. เข้านอนประมาณ 2 ทุ่ม 40
นอนไม่หลับเลย... เนื่องจากลูกยังไม่ยอมเข้านอน
เราก็เอาหูฟังกันเสียงรบกวนมาใส่นอนก็ยังนอนไม่หลับ
กังวลไปอีกนั่นแหละ หากกูยังไม่นอน พรุ่งนี้กูจะวิ่งไหวไหมวะ
เพราะตั้งปลุกไว้เที่ยงคืน 15 นาที กะว่าขับรถออกจากบ้านตอนเที่ยงคืน 45 นาที
แล้วไปเข้า Block รอปล่อยตัว
นอนกลิ้งไปกลิ้ง ร้อนรนอยู่สักพัก ก็คิดเหมือนเดิมนั่นแหละ
จะมานอนคิดกังวลทำไมวะ ว่าจะนอนหลับไม่หลับ
พรุ่งนี้จะไหวไม่ไหว มึงก็ทำหัวให้ว่างแล้วนอนซะ
นอนเพื่อนอน ไม่ต้องคาดหวังอะไรให้เยอะแยะ
ผลลัพธ์มึงจะหลับหรือไม่หลับก็ไม่ต้องไปคิดอะไรแล้ว
ก็ได้นอนไปพักนึง... และแล้วนาฬิกาก็ปลุกแระ
3 พ.ย. มาถึงบางแสน เฮอริเทจ หา Block ปล่อยตัวของตัวเอง
แน่นอนว่าความเร็วระดับเราต้อง Block สุดท้าย 555
ได้ออกตัว Block H ซึ่งห่างจากจุด Start แม่มโคตรไกล
พอ Staff ปลดเชือกกั้นแล้วเบียดๆกันเข้ามา
Gun Time Run ไปประมาณ 5 นาทีกว่าๆ ถึงจะได้ผ่านจุด Start
ในใจก็คิดว่า ชิบหายละ เท่ากับว่าเรามีเวลาวิ่งหนี Cut off น้อยลง 6 นาทีนะเนี้ย
โลแรกๆก็วิ่ง Pace 8 สบายๆ
ค่อยๆวิ่งแซง Pacer 6:45 , 6:30 ชั่วโมงขึ้นมา
ตอนนั้นก็พยายามเร่งเครื่องเพื่อแซง Pacer 6:15 ชั่วโมง
แต่ก็ไม่เจอสักที ก็เลยคิดว่าอย่าออกนอกแผน นอก Pace ของตัวเองดีกว่า
กลับมาวิ่งรักษาระยะให้เกาะไปกับ Pacer 6:30 ชั่วโมง
จนมาถึงจุดกลับตัว แวะเข้าห้องน้ำ เลยหลุดจาก Pacer 6:30 ไป
(คือผมเพิ่งรู้ว่า หากจะวิ่งเกาะ Pacer เผื่อเวลาแวะซุ้มกินน้ำ เข้าห้องน้ำ ฉีดสเปรย์เอาเอง
เพราะ Pacer เค้าไม่แวะเหมือนเมิงน้าา 555)
พอหลุดไปแล้ว ช่วง km. 25 - 28 ก็โดน Pacer 6:45 ไล่หลังมา ก็เกาะกับเค้าไว้
คิดว่าถ้าเกาะไปได้ กูจบแน่ แต่ก็นั่นแหละ
ตอนนั้น หัวใจไหวนะ ปอดไหว จิตใจก็ไหว แต่ขาไม่ไหว
เลยหลุดเค้าไปแถวๆ km. 29 - 30 นี่แหละ
เกมเปลี่ยนเลย กลายว่าเป็นเกมวิ่งหนี Cut off แทน
จุด Cut off 30 km. นำ ลูกโป่ง Cut off อยู่ราวๆ 6 นาที
ตอนนั้นขาก็วิ่งๆเดินๆ หัวก็คิดเลข นับเวลาละ
ว่าจะวิ่งยังไงดีให้ทันเวลา Cut off แล้วเหลือเวลาให้ช่วงที่อยู่บนเขาสามมุขมากหน่อย
เพราะทางเรียบหากเดินก็น่าจะ Pace 12 + วิ่งก็ Pace 10 Avg น่าจะได้ Pace 11
แต่บนเขาสามมุขน่าจะช้ากว่าปกติแน่ๆ
สุดท้ายก็ผ่านจุด Cut off km. 35 , km. 40 มาได้ก่อน 3 นาทีทั้ง 2 จุด
พอผ่าน 40 km. ละก็เดินยาวเลย เพราะ 2 km. สุดท้าย มีเวลาให้ 24 นาที
(จาก 9:36 น. ไปถึง 10:00 น.) เราก็เดินบ้างวิ่งบ้าง
เพราะกองเชียร์ก็บิ้วด์ให้กูวิ่งเหลือเกิน ขากูนิก็ไม่ไหวล้าววว 555
สุดท้ายก็จบเข้าเส้นชัยจนได้เวลา Gun Time 6:57:27 ชั่วโมง
สิ่งที่ได้ค้นพบในการวิ่ง Marathon ก็คือ
1. จังหวะถอดใจ มันจะเข้ามาถามไถ่ มาทดสอบเราเสมอๆ
และมีแค่เราเท่านั้นแหละที่จะเป็นผู้เลือก
อย่างผมก็หลายๆจุดเลย จังหวะที่ Pacer Cut off ไล่ตามหลังมาลิบๆ
จะมีความคิดว่าจะหยุดดีไหม หากไปต่อแล้วมันไม่ทันล่ะ
สุดท้ายก็เลือกไปต่อ เอาให้สุดโว้ย ถ้ามันไล่กูมาทันเด๋วกูมอบตัวเอง!
2. ผลลัพท์ไม่สำคัญมากเท่ากับการตั้งใจสู้สุดตัว
เราชนะตัวเองตั้งแต่ตอนลงมือทำแล้วแหละ
3. ลงมือทำในมุมมองที่นอกเหนือจากผล "สำเร็จ/ไม่สำเร็จ"
อย่างที่ผมลองเปลี่ยนบริบทเป็น "วิ่งให้สนุก"
4. สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ
ไม่ว่าจะซ้อมมาเป๊ะ ไม่เป๊ะ ยังไง
ทุกอย่างก็ผ่านไปแล้วแหละ
เรียนรู้แล้วเอามาพัฒนาในการลงมือทำครั้งต่อไป
5. ขอบคุณคนข้างๆคุณด้วย
การที่เราได้ออกไปซ้อม ไปวิ่ง มีคน Support เราข้างหลังเสมอ
Saturday, April 29, 2017
0526 : Diary 29 เม.ย. 2560
วันนี้อยู่บ้านอ่านหนังสือ เลือกหยิบ Principles มาอ่านต่ออีกที หลังจากที่อ่านๆข้ามๆแบบไม่ค่อยมีสมาธิมาหลายทีละ รอบนี้อ่านให้ Flow ก็อ่านไปราวๆครึ่งเล่มละ
หลักๆ Ray จะให้ตั้งเป้าหมายแล้วขบคิดถึงปัญหาว่าอะไรเป็นสิ่งที่ขวางเราอยู่กับเป้าหมายของเรา แล้วก็แก้ไขมันซะ ก็ได้มุมมองดีๆไปใช้ทั้งในการวางแผนชีวิต การทำงานประจำ (เรื่องคนนี่ก็ได้อะไรเยอะเลย เพราะเค้าให้ความสำคัญกับการคัดคน แล้วให้คนทำงานที่ถนัด ไม่ก็เอาออกไป)
พรุ่งนี้คาดว่าน่าจะอ่านจบละ
ช่วงเช้ามีดูซีรีย์ไป 2 ตอน คือ Super Girl กับ Arrow
อาหารการกินวันนี้
มื้อเช้า = ข้าว 1 จาน + กุ้งอบวุ้นเส้น + กุ้งต้ม
มื้อกลางวัน = บะหมี่น้ำตก + เส้นเล็กแห้งต้มยำ
ผลไม้ = มะม่วง R2E2 สุกครึ่งลูก
มื้อเย็น = ข้าวไรซ์เบอรี่ 2 จาน + ปลาสลิดทอด + หอยทอด
วันนี้ไม่ได้ออกกำลังกายจ้า
สรุปการวิ่งประจำเดือน เม.ย. 2560 หน่อย เราวิ่งไป 65 km. แต่ก็มีขี้เกียจออกไปวิ่ง 3 วันมั๊ง เดือนหน้าเอาใหม่ Focus in process พยายามวิ่งให้ได้ 10 km. ต่อวัน
Sunday, July 17, 2016
0478 : Pattaya Marathon 2016
วันนี้ตื่นตีสองครึ่ง อาบน้ำแต่งตัว ขับรถไปงานวิ่ง "พัทยามาราธอน" ... ไปถึงประมาณตี 4 แต่ของเราระยะ 10.55 km นั้นเค้าปล่อยตัวกันตี 5.45 โน่น ก็เลยนั่งเล่น ถ่ายรูป ยืดเส้นยืดสาย อะไรแถวเวทีใหญ่รอเวลา
ไปถึงก็งงกับที่จอดรถ ตอนแรกเราโทรถาม call center ของพัทยา เค้าบอกให้จอดลานทรอปิคาน่า หรือ ศาลาว่าการอะไรสักอย่าง พออ่านใน facebook ก็ให้ไปจอดที่ Central ได้ สรุปพอไปถึงเข้าไปไม่ได้ เค้าปิดถนนแล้ว เลยวนออกไปจอดข้างทางนั่นแหละ เดินย้อนกลับมาที่เวทีน่าจะประมาณ 500 เมตรได้มั๊ง
อ้อ วันนี้ภรรยาไม่ค่อยเต็มร้อยเท่าไหร่ เพราะปวดท้อง น่าจะแพ้อาหาร เลยวิ่งไม่ได้เต็มที่
จุดปล่อยตัวหน้า Central คนที่ลงระยะ 10.55 km น่าจะประมาณ 5,000 คนได้ คนแน่นเลยแหละ แรกๆก็เดินจ้ำๆกันออกจากจุดปล่อยตัว ผ่าน walking street ผ่านแหลมบาลีฮาย ก็วิ่งๆเดินๆ เพราะภรรยาวิ่งต่อเนื่องไม่ค่อยไหว เราก็ถ่ายรูปเล่นกันตลอดทางแหละ จนถึงขึ้นเขา แม่มชันดีอ่ะ 555 ภรรยาเราก็บ่นตลอดทางเลย เราก็คอยให้กำลังใจ แต่จุดให้น้ำจุดแรกอยู่ตั้งกิโลที่ 5 แน่ะ กว่าจะวิ่งไปถึง เราน่ะเฉยๆ ไม่เหนื่อยเลย ไม่ได้หิวน้ำด้วย แต่คนข้างๆก็จะไม่ไหว พอถึงจุดให้น้ำแล้วก็ค่อยยังชั่ว แต่ก็เดินตลอดเลยเหมือนกัน จนเข้าเส้นชัยนั่นแหละ
ครั้งนี้เราไม่ได้กะวิ่งอะไรเท่าหร่ แค่อยากให้ภรรยาได้ออกกำลังกายเท่านั้นเอง พามาขยาย mental stage น่ะ
ส่วนของเรางานหน้าลงเดี่ยวๆแล้วแหละ ภรรยาไม่ได้ลงด้วย เจอกันที่ บางแสน 21 สมัครทันให้ทันๆ อิอิ ของภรรยาเราจะพาไปวิ่งอีกทีงาน เขาเขียว10 โน่นเลย
แล้วเจอกันนะฮาล์ฟ ^ ^
Wednesday, January 13, 2016
0427 : Comfort Zone ของใจ
เมื่อกี้เห็นกระทู้ pantip ทำอย่างไรให้วิ่งได้เร็วและอึดขึ้น ซึ่งผมเองก็เจอปัญหานี้อยู่เหมือนกัน เพิ่งจะมา Unlock Potential ได้ช่วงไม่นานมานี้
ปกติจะวิ่งได้ประมาณ 5 km ซึ่งช่วงนั้นก็วิ่งได้แค่นั้นแหละ นั่นอาจจะเป็นเพราะใจเราไหวแค่นั้น Comfort Zone แนวต้านที่หนาพอดูเลยแหละ
พอวันนึงลองตั้งเป้าว่าจะวิ่งให้ไกลขึ้น ช้าก็ช่างมัน ใช้เวลานานก็ช่างมัน ขอแค่ขยายระยะเกิน 5 km ออกไปเป็น 10 km และแล้ว... พอทำได้ Comfort Zone มันก็ขยายออกไปเป็น 10 km ที่เหลือก็แค่วิ่งให้เร็วขึ้นทีละนิด เพื่อลดเวลาในการวิ่งให้สั้นลง
จากที่เคยทำไม่ได้ เราก็ทดลองออกนอก Comfort Zone ดูก่อน ขยายมันออกให้ใจเราเห็นว่าเราไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เรายังไปต่อได้อีก พอใจเราเห็นแล้ว มันก็จะยอมรับ ระยะ 10 km เลยกลายเป็น Comfort Zone ใหม่ของผม เราก็แค่ขยายมันต่อไป
มันคือการพัฒนาตัวเอง ทำให้ตัวเราในวันนี้ดีกว่าตัวเองในเมื่อวาน ^ ^
Sunday, November 22, 2015
0419 : Diary 23 พ.ย. 2558
เช้านี้ตื่น 5:15 น. ไปวิ่งจ็อกกิ้ง ตั้งเป้าว่าจะวิ่ง 7 km สรุปก็วิ่งได้ตามที่ตั้งเป้านะ km แรกๆจะรู้สึกหน่วงๆร่างกายมาก พอพ้นระยะสำออย 3 km แรกไปตัวก็จะเบาขึ้น
การวิ่งมันเหมือนได้ปลดปล่อย ทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย ถ้าไม่ได้ออกกำลังหลายๆวันติด จะรู้สึกอึดอัดและหงุดหงิดง่าย ก็เลยเป็นเหตุให้ตื่นมาวิ่งช่วงเช้านี่แหละ ซึ่งมันก็ต้องแลกมาด้วยการไม่ได้ไปทำงานพร้อมภรรยา คือให้ภรรยาขับรถยนต์ล่วงหน้าไปก่อน แล้วเราก็ขี่มอไซด์ไปเอง
แรกๆมันก็ทำให้เรารู้สึกผิดเหมือนกันที่ไม่ได้ไปส่งภรรยา ต้องขอให้ภรรยาขับรถไปเอง แต่เราก็ต้องเลือก เราก็ตระหนักว่า เราไม่สามารถทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน จะออกกำลังกายก็อดขับรถไปส่ง ส่วนถ้าจะวิ่งช่วงเย็นก็ไม่มีความแน่นอนอีก วันไหนเลิกเย็นก็อดวิ่ง เหนื่อยกับงานก็ไม่มีอารมณ์วิ่ง
เราก็เลยใช้วิธีกำหนดเวลาช่วงเช้านี่แหละ น่าจะ ok สุด ช่วงก่อนหน้านี้เราก็วิ่งช่วงเช้าเหมือนกัน แต่เราต้องกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าไปส่งภรรยาให้ทันตอน 7 โมง ซึ่งมันทำให้วิ่งได้ไม่เต็มที่ จะให้ตื่นตี 4 มาวิ่งก็จะทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
สุดท้ายก็ลองมาเลือกทางนี้แหละ ตื่นตี 5:15 อาบน้ำแต่งตัวออกวิ่งจนถึงราวๆ 7:20 กลับห้องมาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานราวเกือบ 8 โมง มันก็ลงตัวเลย
Tuesday, October 6, 2015
0408 : Diary 7 ต.ค. 2558
วันนี้ตื่นตี 4:50 ไปวิ่ง วิ่งได้ 1 ชั่วโมงเต็ม พักจิบน้ำทุก 800 เมตร วิ่งประมาณ Pace 10 นิดๆ ซึ่งก็เป็นการฝึกที่พี่สหายแนะนำ โดยให้วิ่งช้าๆให้ Heart Rate อยู่แถวๆ Zone 2-3 เพื่อสร้างความอึดก่อน โดยให้วิ่งแบบนี้ไปเป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้สลับระยะเวลาการวิ่งระหว่าง 1 ชั่วโมง วันถัดไป 1 ชั่วโมงครึ่ง สลับกันไป
เราเองก็จะตื่นให้เช้าขึ้นอีกนิดในวันพรุ่งนี้ ปกติถ้าวันไหนวิ่งก็จะตื่นตี 5 แต่หากฝึกแบบนี้ก็ต้องสลับวัน อีกวันต้องตื่นให้ไวขึ้นครึ่งชั่วโมงเป็นตี 4 ครึ่ง เพื่อที่จะกลับมาให้ทันขับรถไปทำงานพร้อมภรรยาตอน 7 โมง เราเองไม่ได้คิดว่าเหนื่อยอะไร คิดว่าเป็นสิ่งที่เราอยากทำ เป็นเป้าหมายของเรามากกว่า เราอยากมีสุขภาพแข็งแรง อยากออกนอก comfort zone อยากวิ่งมาราธอน อยากลงไตรกีฬา
ที่ต้องออกวิ่งตอนตี 5 ก็เพราะมันเป็นเวลาที่อิสระดี ตอนเช้าไม่ค่อยมีอะไรมารบกวน ถ้าเราวิ่งช่วงเย็น มันควบคุมไม่ค่อยได้เท่าไหร่ บางวันอยากออกกำลังกาย แต่ดันงานเข้าช่วง 4 โมงเย็น ต้องทำงานต่อเนื่องถึง 6 โมง ถึงทุ่ม พอเลิกงานค่ำ บวกกะภาระต่างๆ ก็เหนื่อยไม่อยากวิ่งแล้ว ก็เลยคิดว่าวิ่งตอนเช้าเป็นหลัก แต่หากวันไหนได้วิ่งช่วงเย็นก็ถือเป็นโบนัสแบบนี้ดีกว่า จะได้วิ่งอยากมีความสุขและไม่เครียด
ส่วนตอนช่วงดึกก่อนนอนก็จะเล่นโยคะเพื่อยืดกล้ามเนื้อ เพราะเรามีปัญหาเรื่องออฟฟิศซินโดรมอยู่ ก็อาการปวดคอ ปวดบ่า ไหล่ สะบัก นั่นแหละ ก็ต้องยืดมันทุกวัน มันก็ช่วยได้ดีเลยแหละ ส่วนใหญ่ก็เปิดใน youtube ของโยคะครูเจี๊ยบ แล้วก็ฝึกทำตาม พอโยคะเสร็จก็จะเปิดพวกคลิป core exercise แล้วก็ทำไปพร้อมๆกับคลิปเลย ไอ่พวก no rest นั่นแหละ ส่วนใหญ่คลิปนึงก็ 5-10 นาที แรกๆเราก็ทำตามได้แค่ 2 นาที เมื่อคืนก็ตามได้เป็น 5 นาทีครึ่งแระ ฮ่าๆ เห็นความพัฒนานิดนึง
นี่ก็คือการเดินทางด้าน Physical Health ของเราแหละ ซึ่งเราก็ยังมีสิ่งที่ควรปรับปรุงอีกหลายเรื่องเลย เช่นพวกการอาหารการกิน รวมถึงการนอนด้วย ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป
วันนี้เขียนแต่เรื่องสุขภาพเลย จริงๆว่าทำ spin off blog ออกไปเขียนเรื่องการเดินทางด้าน Physical Health ของเราโดยเฉพาะเหมือนกัน แต่กำลังคิดชื่ออยู่ ฮ่าๆ กะจะเขียนเกี่ยวกับการฝึกฝนออกกำลังกายประจำวัน การเดินทางจนถึงไตรกีฬาหรือฟูลมาราธอนอ่ะนะ จะได้เป็นการ focus กะเป้าหมายด้วย
Subscribe to:
Comments (Atom)

